สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ว่าทำเนียบขาวออกแถลงการณ์ว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน สนทนาทางโทรศัพท์เป็นเวลา 41 นาที กับประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน โดยผู้นำสหรัฐประกาศเพิ่มความช่วยเหลือด้านความมั่นคงให้แก่รัฐบาลเคียฟ เป็นวงเงินเพิ่มอีก 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 34,880 ล้านบาท) ที่รวมถึงการจัดส่งอาวุธป้องกันชายฝั่ง ปืนใหญ่ เครื่องกระสุน และระบบจรวดขั้นสูง
ขณะเดียวกัน รัฐบาลวอชิงตันให้คำมั่นมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ยูเครน เพิ่มอีก 225 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7,848 ล้านบาท)
In a phone call with Ukraine President Volodymyr Zelenskiy, President Joe Biden promised a fresh U.S. infusion of $1 billion in weapons for Ukraine that includes anti-ship rocket systems, artillery rockets, howitzers and ammunition https://t.co/c7PEmclBjB pic.twitter.com/KRmvYjqHal
— Reuters (@Reuters) June 16, 2022
ด้านนายวาสซิลี เนเบนเซีย เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำสหประชาชาติ (ยูเอ็น) กล่าวถึงเรื่องนี้ ว่าความพยายามลักษณะนี้ของตะวันตก “ไม่ใช่ครั้งแรก” และยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าการสู้รบในยูเครน “แท้จริงแล้วคือสงครามตัวแทน ระหว่างตะวันตกกับรัสเซีย” และประณามสหรัฐพร้อมพันธมิตรว่า “พวกมือเปื้อนเลือด”
ขณะที่สถานการณ์ในเมืองซีวีโรโดเนตสก์ ที่จังหวัดลูฮันสก์ ในภาคตะวันออก ซึ่งเป็นฐานที่มั่นขนาดใหญ่แห่งสุดท้ายของกองทัพยูเครนในภูมิภาคแห่งนี้ ยังคงมีการสู้รบอย่างดุเดือดต่อเนื่อง เมื่อทหารยูเครนปฏิเสธยอมรับ “เส้นตาย” ของกองทัพรัสเซีย เมื่อวันพุธที่ผ่านมา
Ukraine ignored a Russian ultimatum to surrender the city of Sievierodonetsk and urged a speedy delivery of weapons as the U.S. pledged $1 billion worth of new weapons aid to Kyiv https://t.co/lNx4jJRoCL pic.twitter.com/f7aOWTLQpC
— Reuters (@Reuters) June 16, 2022
อย่างไรก็ตาม ทหารรัสเซียระเบิดทำลายสะพานทั้ง 3 แห่ง ที่ใช้เป็นเส้นทางเข้าและออกเมืองซีวีโรโดเนตสก์ ซึ่งมีประชากรประมาณ 100,000 คน หากกองทัพรัสเซียยึดเมืองแห่งนี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ จะเป็นไปตามหนึ่งในเป้าหมายสำคัญ ที่รัสเซียประกาศตั้งแต่แรก นั่นคือ “การปลดปล่อย” สองจังหวัดในภาคตะวันออกของยูเครน ซึ่งเรียกรวมกันว่า ภูมิภาคดอนบาส นั่นคือ จังหวัดลูฮันสก์ และจังหวัดโดเนตสก์.
เครดิตภาพ : REUTERS



