เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ตนได้ร่วมการเสวนา “เหลียวหลัง แลหน้า ย้อนรอยประวัติศาสตร์เมืองแพร่” โดยมีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย พระโกศัยเจติยารักษ์ รองเจ้าคณะจังหวัดแพร่ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุช่อแฮ พระอารามหลวง นางสาวนิติยา พงษ์พานิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ สิบเอกหญิงกรวรรณ สุ่มมาตย์ วัฒนธรรมจังหวัดแพร่ และนายอภิรักษ์ อิ่มอนุสรณ์ ผอ.สพป.แพร่ เขต 1 ณ วัดพระธาตุช่อแฮ พระอารามหลวง จังหวัดแพร่ และถ่ายทอดสดผ่าน Facebook Live เพจ สพป.แพร่ เขต 1 พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการนำเสนอการจัดการเรียนรู้หลักสูตรท้องถิ่น ของ 5 โรงเรียนใน จ.แพร่ อีกด้วย
ดร.เกศทิพย์ กล่าวต่อไปว่า สิ่งสำคัญที่เราต้องเน้นย้ำในการจัดการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ คือ เราต้องให้นักเรียนรู้จักความเป็นชาติไทย สิ่งที่บรรพบุรุษของเราได้สร้างและทุ่มเทด้วยความเสียสละ จึงได้เกิดมาเป็นดินแดนชาติไทย ถือได้ว่าเป็นศรัทธาร่วมกันในการหวงแหนความเป็นไทย โดยทุกคนร่วมมือกันจัดการเรียนรู้ให้กับนักเรียน สร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ทำให้นานาประเทศเห็นความเป็นไทย ได้อย่างภาคภูมิใจ เพราะประวัติศาสตร์ของชาติเรามีเอกลักษณ์ ซึ่งชาติอื่นไม่มีเหมือนเรา สิ่งสำคัญคือ ทำอย่างไรให้นักเรียนได้เห็นคุณค่าของความเป็นชาติไทย จนเกิดเป็นคุณลักษณะและทำสิ่งดีดีเพื่อเป้าหมายเดียวกันต่อไป
นางเกศทิพย์ กล่าวอีกว่า การรักความเป็นไทยนั้น เป็นจุดรวมของความสามัคคี และจุดเริ่มความเป็นครอบครัวไทย ที่เป็นเป้าหมายสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งของการทำสิ่งดีร่วมกัน การมีทัศนคติที่ดีต่อบ้านเมือง ทำให้ทุกอย่างเป็นไปในเชิงสร้างสรรค์และเป็นบวก รวมถึงการจัดการเรียนรู้เชิงวิเคราะห์ มองข้อมูลในเชิงบวก มรดกที่ล้ำค่าเป็นขุมทรัพย์ทางปัญญาจากอดีต นำสิ่งเหล่านี้มาประยุกต์นำไปสู่การเห็นคุณค่าในระดับเวทีโลก ซึ่งเป็นเรื่องของสมรรถนะที่จับต้องได้ คือ การเห็นคุณค่าต่อความล้ำค่าในอดีตนำมาต่อยอดให้เห็นคุณค่าในปัจจุบัน โดยสถานที่ทุกแห่งและของทุกชิ้นที่อยู่รอบตัวเราต่างก็มีเรื่องราวความเป็นมา จากคุณค่าของอดีตที่ผ่านมาทำให้เราได้นำมาดัดแปลงและปรับปรุงให้กลายเป็นสิ่งที่มีการเพิ่มมูลค่า เป็นการสร้างสรรค์เชิงบวก ทำให้เห็นว่านี่คือคนไทย หากทุกคนมีทัศนคติที่ดีต่อบ้านเมือง คำว่า “ความคลั่งชาติ” ก็จะไม่ทำให้เกิดการแตกแยก แต่จะต้องแสดงออกถึงความสามัคคี เพราะคือชาติเดียวกัน
การที่เด็กสมัยใหม่กล้าแสดงออก ถือเป็นโอกาสดี ครูยุคใหม่ก็จะต้องปรับการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ เช่น การนำไอดอล (Idol) มาเป็นแบบอย่าง เราต้องเข้าไปนั่งในใจนักเรียน เพื่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์เชิงบวก พร้อมกับการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ จนเกิดผลกระทบที่ดี (Impact) ให้กับนักเรียน ซึ่งการเรียนรู้ประวัติศาสตร์แบบสนุกและมีเรื่องราว ต้องอาศัยกระทรวงวัฒนธรรม มีการเปิดสถานที่เป็นแหล่งเรียนรู้ ทั้งในรูปแบบ Online และ On-Site เพื่อเรียนรู้รากเหง้าและความเป็นมาของประวัติศาสตร์ชาติไทย ทำให้เกิดความภาคภูมิใจและรู้ถึงความเป็นมา ซึ่งเป็นความงดงามในวัฒนธรรมที่แตกต่างจากประเทศอื่น และการเป็นพลเมืองดี ด้วยความสำนึกรักในชาติ
นอกจากนี้ การเรียนรู้ประวัติศาสตร์มีความสำคัญต่อการจัดการเรียนรู้ที่จะเป็นการสร้างความตระหนักรู้ให้กับนักเรียนทุกคน ครูจึงต้องจัดการเรียนรู้ให้นักเรียนได้ศึกษาประวัติศาสตร์ชาติไทยหรือประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของตนเองอย่างลึกซึ้งและเป็นกระบวนการ โดยการคิดวิเคราะห์ศึกษาค้นคว้าจากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ การจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมคือการที่นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเองแบบ Active Learning โดยผู้เรียนจะสืบค้นหาข้อเท็จจริงของประวัติศาสตร์ และสุดท้ายก็จะได้ตระหนักเห็นคุณค่า เกิดความรักและหวงแหนในสิ่งที่บรรพุรุษได้ทำในอดีต ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ที่จะนำไปสู่ห้องเรียนได้นั้น ครูจึงต้องบูรณาการความรู้ของผู้เรียนโดยใช้แหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ที่มีอยู่ในชุมชนในท้องถิ่น เพื่อขับเคลื่อนการสอนประวัติศาสตร์ให้เกิดสัมฤทธิผล
“ขอชื่นชมก็คือ จ.แพร่ สามารถจัดการเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์ชาติไทย ผสมผสานไปกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของท้องถิ่นได้อย่างลงตัว ถือเป็นแบบอย่างที่ดีให้จังหวัดอื่นๆ สามารถนำรูปแบบการเรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของจังหวัดตนเองได้ ซึ่งจะทำให้นักเรียนมีโอกาสรับรู้ เรียนรู้ และภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ของจังหวัดตนเองได้อย่างแท้จริง” รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าว



