นายประเสริฐ วงศ์ษา เกษตรกรชาวสวนบ้านเนินสมอ ตำบลป่ามะคาบ อำเภอเมืองพิจิตร กล่าวว่า การปลูกแตงโมจะนิยมทำหลังช่วงเก็บเกี่ยวข้าวนาปี โดยหลังจากเก็บเกี่ยวข้าว จะทำการปรับพื้นที่ ด้วยการไถพลิกหน้าดิน จากนั้นเดินระบบส่งน้ำด้วยระบบน้ำหยด เพื่อประหยัดน้ำ จากนั้นทำการนำต้นกล้า ลงปลูกในผ้าใบ ที่คลุมหน้าดิน เพื่อให้เกิดความชื้นกับดิน เป็นการประหยัดน้ำต้นทุน จะใช้เวลาปลูกเพียง 2 เดือนเศษ หรือประมาณ 60-70 วัน จะสามารถเก็บผลผลิตได้

อีกหนึ่งปัจจัย ในการทำการเกษตร นั้นก็คือน้ำต้นทุน ซึ่งหากเกษตรกร ต้องมีการคำนวณจะเลือกพืชผลการเกษตร ให้พอเหมาะกับนำต้นทุน ไม่ให้ขาดแคลน ในช่วงฤดูแล้งแต่การทำแตงโมซึ่งเป็นพืชที่เหมาะกับน้ำต้นทุนที่มีจำนวนจำกัด ด้วยแตงโม เป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย ยิ่งการใช้ระบบน้ำหยด จะเป็นการ ประหยัดน้ำได้ ดีในช่วงฤดูแล้ง ส่วนผลิตผลิตที่ออกมา จะมีรายได้ และ เป็นการประหยัดน้ำ มากกว่า การทำนา

การปลูกแตงโมสามารถทำได้ปีละ 2-3 ครั้งโดยในช่วงฤดูแล้ง ถึงแม้จะมีผลกระทบกับสภาวะอากาศที่แล้งและแมลงรบกวน แต่ยังเป็นที่นิยมในการทำสวนแตงโม ซึ่งการทำแตงโม ใช้พื้นที่ เพียง 1 ไร่ จะได้ผลผลิตประมาณ 5,000-6,000 กิโลกรัม หรือ ประมาณ 4,0000 บาท ต่อไร่ เมื่อเทียบกับการทำนา ที่ข้าวให้ผลผลิต เพียง 7,000 บาท ต่อ 1 ไร่ อย่างน้อยการทำแตงโม 11 ไร่ ต้องมีรายได้ในการทำ รายได้ไม่ต่ำกว่า 3 แสนบาทต่อครั้ง

สำหรับการทำแตงโม ซึ่งเป็นพืชอายุสั้น ใช้น้ำน้อย ให้ผลิตดี มากกว่าการทำนา ใช้เวลาเพียง 2 เดือนเศษก็สามารถเก็บผลผลิตขายได้ ซึ่งจะมีพ่อค้า แม่ค้า มารับซื้อถึงหน้าสวน ในช่วงนี้ ราคาผลใหญ่ กิโลกรัมละ 8 บาท ขนาดกลาง 5 บาท และ ขนาดเล็ก กิโลกรัมละ 3 บาท ถือว่า ในช่วงนี้มีราคาสูง ส่วนรายได้ เมื่อเทียบกับการทำนา ถือว่า การทำไร่แตงโมให้ผลผลิต และ สร้างรายได้ ดีกว่านาข้าว ในช่วงราคาตกต่ำ จึงเป็นพืชทางเลือกที่เกษตรกร นำมาปรับใช้ในการทำการเกษตร เป็นการเพิ่มมูลค่าของสินค้าเกษตร



