สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองเยรูซาเลม ประเทศอิสราเอล เมื่อวันที่ 15 ก.ค. ว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐ และนายกรัฐมนตรี ยาอีร์ ลาพิด รักษาการผู้นำรัฐบาลอิสราเอล ร่วมกันลงนามในเอกสารที่เรียกว่า “ปฏิญญาเยรูซาเลม” ว่าด้วยการที่รัฐบาลวอชิงตัน “พร้อมใช้องค์ประกอบทั้งหมดของอำนาจแห่งรัฐ” เพื่อป้องปรามและยับยั้งทุกความพยายามของอิหร่าน ในการมีอาวุธนิวเคลียร์ และสหรัฐจะเดินหน้ามอบความสนับสนุนทางทหารให้แก่อิสราเอลอย่างสม่ำเสมอต่อไป


ขณะที่ผู้นำอิสราเอล กล่าวว่า หนทางเดียวที่จะหยุดยั้งการพัฒนาด้านอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน คือการต้องส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายทราบเช่นกัน ว่า “กลุ่มพันธมิตรในโลกเสรี” พร้อมตอบโต้การกระทำของอิหร่าน “ด้วยมาตรการทางทหาร”


อนึ่ง สหรัฐและอิสราเอลเคยลงนามร่วมกันในข้อตกลงด้านความมั่นคง มูลค่า 38,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 1.39 ล้านล้านบาท ) เมื่อปี 2559 โดยในเวลานั้นไบเดนดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี ในยุครัฐบาลของประธานาธิบดีบารัค โอบามา

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน และนายกรัฐมนตรียาอีร์ ลาพิด ลงนามร่วมกันใน “ปฏิญญาเยรูซาเลม”


อย่างไรก็ตาม มีการวิเคราะห์เช่นกันว่า ปฏิญญาเยรูซาเลม “เป็นเพียงคำข่มขู่เชิงสัญลักษณ์” เท่านั้น เนื่องจากการเจรจาระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน เพื่อรักษาและปรับโครงสร้างของข้อตกลงนิวเคลียร์ ที่ลงนามร่วมกัน เมื่อปี 2558 แทบไม่มีความคืบหน้าตั้งแต่ปีที่แล้ว และต่างฝ่ายต่างกล่าวโทษกันว่า เป็นต้นเหตุของความล่าช้า


ทั้งนี้ ไบเดนยังคงยืนยันว่า รัฐบาลวอชิงตันมีความพร้อมเจรจากับอิหร่านในเรื่องนี้เสมอ “แต่รอไม่ได้ตลอดไป” เนื่องจากสหรัฐ “ยื่นเงื่อนไขทั้งหมดไปแล้ว” พร้อมทั้งตำหนิการที่รัฐบาลชุดก่อนหน้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นำสหรัฐออกจากข้อตกลงดังกล่าว เมื่อปี 2561 แล้วกลับมาเดินหน้าคว่ำบาตรรัฐบาลเตหะรานฝ่ายเดียว “คือความผิดพลาดมหันต์” และเป็นการปูทางสู่ “ความอันตรายยิ่งกว่า” นั่นคือการที่อิหร่าน “จะมีอาวุธนิวเคลียร์”


ขณะเดียวกัน ไบเดนยืนยันว่า การใช้มาตรการทางทหารต่ออิหร่าน “คือหนทางสุดท้าย” และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องหวังเป็นอย่างยิ่งว่า “จะไม่เกิดขึ้น”


ด้านประธานาธิบดีอีบราฮิม ไรซี ผู้นำอิหร่าน กล่าวถึงการยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง ระหว่างสหรัฐกับอิสราเอลว่า รัฐบาลเตหะราน “จะไม่มีทางยอมทน” กับการต้องอยู่ท่ามกลาง “บรรยากาศไม่ปลอดภัย” และสหรัฐกับพันธมิตรต้องตระหนักอยู่เสมอ ว่าอิหร่านพร้อมตอบโต้ “ความผิดพลาด” ที่อีกฝ่ายสร้างขึ้น.

เครดิตภาพ : REUTERS