สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 18 ก.ค.ว่านางเกรซ ฝู รมว.การพัฒนาอย่างยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม อภิปรายต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติของสิงคโปร์ เมื่อไม่นานมานี้ เกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคงทางอาหารภายในประเทศ ซึ่งยังคงประสบกับภาวะขาดแคลนเนื้อไก่ ว่าขอให้ประชาชนร่วมกันปรับตัวตามสถานการณ์ ด้วยการบริโภค “เนื้อรูปแบบอื่นแทน” เช่น ไข่ หากไม่สามารถซื้อหาเนื้อไก่ได้
คำกล่าวของเธอกลายเป็นไวรัลบนโลกออนไลน์ของสิงคโปร์ภายในเวลาอันรวดเร็ว ประชาชนจำนวนมากวิพากษ์วิจารณ์ “การเสนอทางออก” ของรัฐมนตรีหญิงผู้นี้ บางส่วนให้ความเห็นว่า “คนระดับรัฐมนตรีควรมีวิสัยทัศน์ที่ดีและกว้างกว่านี้” ขณะที่บางส่วนตั้งคำถามว่า เพราะเหตุใดชาวสิงคโปร์ต้องเสียภาษีให้กับรัฐมนตรี “ที่มีความเห็นแบบนี้” นอกจากนั้น ยังมีการให้ความเห็นเชิงเหน็บแนมด้วยว่า “เข้าใจแล้วว่า ทำไมคนขายคิดราคาไข่ตุ๋นเท่าราคาเนื้อ”
ทั้งนี้ อินโดนีเซียส่งออกไก่แช่แข็ง 50 ตัน ไปยังสิงคโปร์ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยรายงานจากสมาคมผู้เลี้ยงสัตว์ปีกของอินโดนีเซียระบุว่า สถิติการผลิตไก่ของประเทศอยู่ที่ประมาณ 55-60 ล้านตัวต่อสัปดาห์ เกินกว่าความต้องการบริโภคภายในประเทศประมาณ 15-20% การส่งออกไก่ส่วนนี้ น่าจะช่วยบรรเทาภาวะตึงตัวของห่วงโซ่อุปทานในสิงคโปร์ได้บ้าง
อย่างไรก็ตาม ปัญหาอยู่ตรงที่สิงคโปร์ต้องการนำเข้าไก่เป็นมากกว่า จึงกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับอินโดนีเซีย ซึ่งต้องการส่งออกไก่ที่ตายแล้วมากกว่า โดยยอมรับว่า ยังไม่มีความชำนาญมากพอในการส่งออกไก่เป็น เหมือนมาเลเซียซึ่งเป็นผู้ส่งออกไก่เป็นรายสำคัญให้กับสิงคโปร์ ที่ยังคงระงับการส่งออกไก่กระทง ซึ่งเป็นไก่ที่เลี้ยงเพื่อบริโภคเนื้อเป็นหลัก.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



