เมื่อวันที่ 29 เม.ย. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังการมอบนโยบายให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ว่า ได้ให้ รฟท. เร่งรัดงานที่อยู่ระหว่างก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามแผนงานโดยเร็ว พร้อมทั้งเร่งรัดลงนามสัญญาโครงการที่ประกวดราคา (ประมูล) แล้วเสร็จ และให้เร่งนำเสนอโครงการที่ต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณามายังกระทรวงคมนาคมโดยเร็วที่สุด เพื่อนำเสนอ ครม. ต่อไป ขณะเดียวกันได้ขอให้ รฟท. บริหารทรัพย์สินของ รฟท. ทั่วประเทศที่มีอยู่จำนวนมาก มาใช้ให้เกิดประโยชน์แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพื่อสร้างรายได้ให้กับ รฟท. เพราะปัจจุบัน รฟท. นำทรัพย์สินที่ดินมาให้เอกชนเช่าใช้ประโยชน์แค่เพียง 1% ขณะที่หากนำมาใช้ได้ถึง 4% จะช่วยทำให้ รฟท. ไม่ต้องเสนอขอรับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลได้ และสามารถล้างหนี้สะสมที่ปัจจุบัน รฟท. มีอยู่ประมาณ 3 แสนล้านบาทได้

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ได้เร่งให้เสนอโครงการรถไฟทางคู่ ระยะ (เฟส) ที่ 2 ทั้ง 6 เส้นทางต่อ ครม. เบื้องต้นได้รับรายงานว่า รฟท. ตั้งเป้าหมายเปิดประมูล 3 เส้นทาง สายใต้ในปี 2569 ได้แก่ ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 168 กิโลเมตร (กม.) วงเงิน 30,422 ล้านบาท, ช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา ระยะทาง 321 กม. วงเงิน 66,270 ล้านบาท และช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กม. วงเงิน 7,772 ล้านบาท ส่วนอีก 3 เส้นทางที่เหลือ จะเปิดประมูลภายในปี 2570 ได้แก่ ช่วงปากน้ำโพ-เด่นชัย ระยะทาง 281 กม. วงเงิน 81,143 ล้านบาท, ช่วงชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี ระยะทาง 308 กม. วงเงิน 44,095 ล้านบาท และช่วงเด่นชัย-เชียงใหม่ ระยะทาง 189 กม. วงเงิน 68,222 ล้านบาท

นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ส่วนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ตนได้ยื่นคำขาดต่อบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด (กลุ่มซีพี) ผู้รับสัมปทานโครงการฯ ในการหารือนอกรอบอย่างไม่เป็นทางการแล้วว่า จะไม่แก้ไขสัญญาตามข้อเสนอของเอกชน ต้องดำเนินงานตามเงื่อนไขในสัญญาเดิมคือ สร้างเสร็จแล้วรัฐจึงทยอยจ่ายคืนค่าก่อสร้าง ส่วนค่าบริหารสิทธิรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ก็ต้องจ่ายให้ครบรวดเดียว ไม่มีการแบ่งจ่ายเป็น 7 งวด อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีประเด็นเรื่องความผันผวนของราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น จึงทำให้ค่าวัสดุก่อสร้าง และค่าขนส่งเพิ่มขึ้น ซึ่งเอกชนสามารถบอกเลิกสัญญาตามมาตรการเยียวยาช่วงวิกฤติน้ำมัน ของกรมบัญชีกลางได้ ดังนั้นหากผู้รับสัมปทานแจ้งว่าดำเนินการไม่ไหว ก็สามารถบอกเลิกสัญญาได้ อย่างไรก็ตามหลังจากนี้คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี), รฟท. และเอกชน จะต้องหารือกันอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ข้อสรุปที่ชัดเจน

นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า ขณะเดียวกันได้กำชับให้ รฟท. วางแผนการใช้ประโยชน์จากทางคู่ที่ทยอยเปิดให้บริการ โดยให้พิจารณาว่าทางคู่ทั้งหมด รฟท.จะใช้ประโยชน์กี่เปอร์เซ็นต์ และจะเหลืออีกกี่เปอร์เซ็นต์ ให้เอกชนเช่าใช้ราง เพื่อสร้างรายได้มากขึ้น รวมถึงให้เร่งดำเนินการจัดหาขบวนรถใหม่ พร้อมทั้งหาแนวทางการจัดหาในรูปแบบอื่นนอกจากการซื้อ อาทิ ให้เอกชนลงทุนจัดหาขบวนรถไฟ และให้ รฟท. ไปเช่าขบวนรถมาวิ่งให้บริการ ช่วยลดต้นทุนในการลงทุนจัดหาขบวนรถใหม่ เป็นต้น
ด้านนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่า รฟท. รักษาการผู้ว่า รฟท. กล่าวว่า ภายในเดือน พ.ค.นี้ จะมีการหารืออย่างเป็นทางการร่วมกัน 3 ฝ่าย เพื่อสอบถามความชัดเจนในการเดินหน้าโครงการต่อ หากต้องกลับไปใช้สัญญาเดิม และเงื่อนไขเดิมทั้งหมด หากเอกชนยืนยันว่าไม่สามารถทำตามสัญญาเดิมได้ ก็อาจนำไปสู่กระบวนการบอกเลิกสัญญา ซึ่งเบื้องต้น รฟท. ได้เตรียมแผนสำรองไว้แล้ว หากยกเลิกสัญญา ต้องเปิดประมูลใหม่ คงไม่สามารถเรียกผู้ชนะประมูลลำดับที่ 2 มาเจรจาต่อได้ เนื่องจากได้มีการคืนซองข้อเสนอไปแล้ว จึงถือว่าการประมูลในครั้งนั้นสิ้นสุดลงแล้ว อย่างไรก็ตามคาดว่าการประมูลครั้งใหม่ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 7 ปี จึงจะก่อสร้างแล้วเสร็จ และเปิดให้บริการได้.



