ที่รัฐสภา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงข่าวผลการประชุม ครม.เงา ว่า ในมาตรการช่วยเหลือการเยียวยาผลกระทบจากพลังงาน โดยเฉพาะกลุ่มเกษตร ประมง และขนส่ง ว่า ใน ครม.นัดพิเศษได้มีการอนุมัติงบประมาณในส่วนนี้ค่อนข้างน้อย เพียงแค่ 3,000 ล้านบาท และพบปัญหาว่าล่าช้า น้อย ไม่ได้สัดส่วน และตกหล่นอยู่มาก ซึ่งปัญหาของมาตรการช่วยเหลือที่มีอยู่ตอนนี้คือมาตรการช่วยเหลือค่าขนส่ง ที่เมื่อคำนวณออกมาแล้ว อุดหนุนตกน้ำมันลิตรละ 2 บาท
จากการรับฟังความคิดเห็นภาคขนส่ง พบว่ามีปัญหาการลงทะเบียนที่ยุ่งยาก ซ้ำซ้อน และมีรถสาธารณะบางประเภทตกหล่น ไม่ได้รับความช่วยเหลือ ถึงแม้ว่าจะมีความช่วยเหลือน้อยนิดมาก แต่สิ่งที่รัฐบาลก็ไม่แก้ไขปัญหาเรื่องการตกหล่น ไม่ใช่เฉพาะแค่ภาคการขนส่ง แต่ยังมีเกษตรกรและชาวประมงที่ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือจนถึงตอนนี้
ไทยช่วยไทยพลัส แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือคนละครึ่งที่ไม่ใช่คนละครึ่งจริงๆ แล้ว แต่เป็น 60:40 และอีกส่วนคือเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จากเดิมเติมเดือนละ 100 บาท เป็น 1,000 บาท ถือว่าได้สัดส่วนมากขึ้น แต่ไทยช่วยไทยพลัสก็เป็นการเยียวยาแบบสุ่ม ใครลงทะเบียนได้ก็จะได้รับความช่วยเหลือนั้นไป เท่ากับว่าคนที่สมควรที่จะได้รับการเยียวยา หากลงทะเบียนไม่ทันหรือไม่ได้ ก็จะหมดสิทธิและไม่ได้โอกาสที่จะได้รับความช่วยเหลือ
ในการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน ถ้าอยากมุ่งเป้าจริง ไม่ควรใช้วิธีแจกแบบสุ่ม ควรแจกไปที่กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการช่วยเหลือไปเลย และเรายังคงคิดว่ามาตรการสำคัญที่ช่วยเหลือประชาชนได้ตรงจุดกว่านี้คือการลดภาษีสรรพสามิต ซึ่งไม่ได้เรียกร้องว่าต้องลดหมดเลย แต่อาจจะปรับลดลงมา 1-2 บาท ก็น่าจะช่วยเหลือในภาพกว้างได้ ซึ่งมาตรการลักษณะนี้ได้รับความนิยมในหลายประเทศที่ใช้ช่วยเหลือประชาชนในยามวิกฤติ เพื่อไม่ให้ราคาสินค้าหรือต้นทุนต่างๆ เพิ่มขึ้นสูงเร็วเกินไป เม็ดเงินที่ต้องใช้สวัสดิการแบบสุ่มแบบนี้ต้องใช้สูงถึง 136,000 ล้านบาท
ก่อนหน้านี้มีการช่วยเหลือแบบกะปริบกะปรอยอยู่เลย รัฐบาลน่าจะมีเงินก๊อกใหม่ที่เตรียมใช้เรียบร้อยแล้ว บนหน้าตักที่มีอยู่ตอนนี้ เฉพาะงบกลางเงินสำรองเหลืออยู่ไม่ถึง 20,000 ล้านบาท ถึงจะใช้ก๊อกสองเป็นเงินสำรองฉุกเฉิน 50,000 ล้านบาท คงทำโครงการนี้ได้แค่เดือนเดียว ดังนั้น ไม่เกินเดือน มิ.ย. ถึง ก.ค. มีการกู้เงินแน่นอน เราจะติดตามมาตรการด้านการเงินที่รัฐบาลจะออกมา ว่า พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน จะมาเมื่อไร อย่างไร
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลจะเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ว่า เราเจอข้อค้นพบที่น่าสนใจจากการประเมินความคุ้มค่าของโครงการโดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) จำนวน 2 จุด ได้แก่ จุดแรกคือ ความคุ้มค่าทั้งโครงการ อัตราผลตอบแทนอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ประมาณ 8% ส่วนมูลค่าปัจจุบันสุทธิก็เป็นบวก อีกจุดคือการประเมินความคุ้มค่าสำหรับภาคเอกชนพบว่า ผลตอบแทนตกลงมาเหลืออยู่ที่ 5% ต่ำในระดับที่ไม่มีเอกชนรายใดต้องการที่จะมาลงทุน ทั้งยังมีมูลค่าปัจจุบันสุทธิติดลบ
กรณีดังกล่าวถือว่าเลวร้ายที่สุด เอกชนต้องลงทุนเองทั้งหมด 100% โครงการนี้จึงไม่น่าจูงใจให้มีเอกชนรายใดเข้ามาลงทุน ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลจะเดินโครงการนี้อย่างไร จะมีการปรับเปลี่ยนการร่วมลงทุนหรือไม่ หากยืนยันว่าเอกชนต้องลงทุน 100% เราเกิดความกังวลว่าจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยโครงการสัมปทานก่อนหน้านี้ที่ประมูลไปก่อนแล้วแก้สัญญาทีหลัง เช่น โครงการรถไฟฟ้าเชื่อมสามสนามบิน และโครงการประมูล Duty Free ของการท่าอากาศยาน จึงสุ่มเสี่ยงกับความไม่เป็นธรรมของผู้เข้าร่วมประมูลในลอตแรก ทำให้เกิดการเอื้อประโยชน์กับเอกชนในภายหลัง
นอกจากนี้ ยังไม่นับรวมผลกระทบในภาคอื่น ๆ เช่น ผลกระทบสิ่งแวดล้อมในหมู่เกาะพยามและหมู่เกาะสุรินทร์ รวมถึงเกษตรกรและภาคประมงที่ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน จึงขอส่งคำถามไปยังรัฐบาลว่าจะเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ทั้งที่เอกชนไม่น่าจะมีใครมาลงทุนหรือไม่.



