เมื่อวันที่ 4 ส.ค. ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ แถลงข่าวผ่านระบบออนไลน์กรณีการชี้แจงข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์การพัฒนาและคิดค้นสูตร “ตำรับยาน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์” สำหรับผลิตในโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ (Hospital preparation) ว่า ตอนนี้มีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มากขึ้นอย่างชัดเจน ส่วนหนึ่งที่ค่อนข้างชัดเจน และเห็นชัดผู้ติดเชื้อเป็นเด็กเพิ่มสูงขึ้น สามารถแพร่เชื้อสู่คนในครอบครัวต่อได้ ขณะที่การฉีดวัคซีนป้องกันโรคในเด็กยังไม่ได้มีการใช้อย่างกว้างขวาง ทั้งนี้การฉีดวัคซีนจะช่วยยับยั้งการระบาดของโรคได้ แต่ต้องอาศัยเวลา ดังนั้นการได้รับยารักษาเร็วจะช่วยลดจำนวนผู้ป่วยอาการหนัก เข้า รพ. และน่าจะลดการเสียชีวิตได้ ดังนั้นนี่คือสิ่งสำคัญที่สุดในการดูแลโรคโควิด-19 การยับยั้งการแพร่ระบาดให้ลดลงต้องอาศัยเวลาในการฉีดวัคซีน ดังนั้นในภาวะที่เตียงใน รพ.ต่างๆ ตึงมาก ดังนั้นจะทำอย่างไรผู้ป่วยจะได้ไม่ต้องป่วยหนักเข้า รพ. สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงเป็นห่วงประชาชนมาตลอด โดยเฉพาะเด็กเล็กที่ใช้ยาลำบาก

ดังนั้นทางราชวิชัยจุฬาภรณ์ จึงหารือร่วมกับคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบริษัทเมดิกา อินโนวา จำกัด เพื่อพัฒนายาใน รพ. โดยทำยาฟาวิพิราเวียร์ชนิดน้ำเชื่อมสำหรับเด็กที่กลืนยาเม็ดไม่ได้ หรือเพื่อให้ผู้ใหญ่ที่กลืนยาไม่ได้เร็ว และได้รับขนาดที่เหมาะกว่าการบดยาเม็ดป้อน ขณะเดียวกันก็ยินดีให้สถานพยาบาลอื่นๆ ผลิตยาดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ยาดังกล่าวต้องใช้ตามแพทย์สั่งเท่านั้น และมีการคิดตามอาการอย่างใกล้ชิด อายุการใช้งาน 30 วัน ไม่ให้โดยแสงแดด และไม่ควรเก็บในตู้เย็นเพราะจะทำให้ยาตกตะกอน

    

พญ.ศรัยอร ธงอินเนตร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ กล่าวว่า ยาฟาวิพิราเวียร์ ที่ญี่ปุ่นมีการใช้ในโรคไข้หวัดใหญ่ ส่วนการนำมารักษาโรคโควิดจะใช้ในขนาดที่มากพอสมควร โดยวันแรก 70 มก./กก./วัน  วันต่อมาใช้ 35 มก./กก./วัน แบ่งรับประทานวันละ 2 ครั้ง ดังนั้น หากเด็ก 10 กก.จะต้องทานถึง 1 เม็ดกับอีก 3 ส่วน 4 เม็ด แต่หากใช้เป็นยาน้ำจะป้อนเด็กได้ง่ายขึ้น โดยวันแรกจะใช้ 27 cc ต่อครั้ง วันละ 2 ครั้ง และวันต่อมาจะใช้ 12 cc หรือ 3 ส่วน 4 เม็ด

พญ.ครองขวัญ เนียมสอน กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางเดินหายใจในเด็ก กล่าวว่า ในเดือน ก.ค.พบเด็กติดโควิดเพิ่มขึ้น 2-3 เท่า และด้วยสายพันธุ์กลายพันธุ์ ทำให้เชื้อลงปอดมากขึ้น โดยพบเด็กมีเชื้อลงปอดเพิ่มจาก 50% เป็น 80-90% แต่อาการเบากว่าผู้ใหญ่ เด็กที่ปอดติดเชื้อยังมีสุขภาวะที่ดี ไม่ต้องการออกซิเจน ยังคงออกซิเจนสูง 95-96% เป็นส่วนใหญ่ ทั้งนี้ ยามีทั้งข้อดี ข้อเสีย ยาเม็ดบดละลายน้ำผู้ปกครองคงเคยใช้มาก่อนกับยาตัวอื่น ข้อดีคือเจอจางในปริมาณน้ำ หรือนมที่ต้องการ แต่ข้อเสียคือไม่ทราบปริมาณยาที่ตกตะกอนตกค้างทำให้ได้ปริมาณยาไม่คงที่ และการที่บดไม่ละเอียดจะทำให้มีรสขม จะทำให้เกิดการอาเจียนหรือปฏิเสธการกินยาในครั้งต่อไป ส่วนยาน้ำเชื่อมข้อดีคือพร้อมใช้ มีปริมาณยาคงที่ เด็กได้รับการดูดซึมดี แต่มีปริมาณยามากว่ายาเม็ดทั่วไป เช่นเด็ก 10 กก. ปกติป้อน 5 ซีซี แต่วันแรกต้องได้ยาเยอะ ส่วนวันถัดไปก็กินยาในปริมาณที่ไม่ต่างยาน้ำเด็กตำรับทั่วไปนัก

 

“จากการใช้ยาฟาวิพิราเวียร์น้ำเชื่อมจริงในคนไข้เด็กอายุ 8 เดือน ถึง 5 ปี จำนวน 12 ใน รพ.จุฬาภรณ์ พบว่า ตอบสนองต่อการรักษาด้วยดี ไม่พบผลข้างเคียงร้ายแรง กินยาได้ดี มีเพียง 8 เดือน ที่แหวะยาในช่วงแรกปริมาณ 1 ซีซี ทั้งนี้ที่ รพ.จุฬาภรณ์ มีผู้ป่วยเด็กราวๆ 8-9% อายุตั้งแต่แรกเกิด-15 ปี อัตราส่วนที่ต้องใช้ยาน้ำจริงๆ คือ 1 ใน 3 ในเด็กที่วิกฤติ ต้องมีการรวบรวมตัวเลขอีกครั้ง” พญ.ครองขวัญ กล่าวและว่า สำหรับอาการโรคโควิดในเด็กจะมีไข้ หรือออกผื่น ซึ่งอาจขึ้นใบหน้า หรือลำตัว อาจมีอาการนอกเหนือจากนี้ เช่น ทางเดินอาหาร เบื่ออาหารคล้ายเป็นไข้หวัดใหญ่ ถ่ายเหลวได้ อาการนี้อาจนำมาร่วมกับการสัมผัสผู้ป่วย อาการเหล่านี้ได้ภายใน 1-3 วัน จึงอาจต้องมีการตรวจ ส่วนอาการอาจอยู่นานประมาณ 1-2 สัปดาห์ในเด็กไม่มีโรคประจำตัว  

พล.อ.ต.นพ.สันติ ศรีเสริมโภค รองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กล่าวว่า การให้ยาผู้ป่วยใน รพ.จุฬาภรณ์ จะใช้ตามขอบ่งชี้คือในเด็ก และผู้ป่วยสูงอายุ กินอาหารทางสาย ที่มีการตรวจแอนติเจนเทสต์ แล้วผลเป็นบวก ก็ให้ยาเลย แล้วค่อยมาคอนเฟิร์มการติดเชื้อด้วย RT-PCR ในภายหลัง ส่วนคนไข้ รพ.อื่นก็จะให้ และให้ รพ.นั้นๆ ให้ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์  https://favipiravir.cra.ac.th ไม่เสียค่าใช้จ่าย เริ่ม 6 ส.ค.นี้ ระยะแรกให้บริการได้ 100 รายต่อสัปดาห์ เฉลี่ย 20 รายต่อวัน อนาคตจะเพิ่มขึ้น หลังโดยจะได้รับยาหลังลงทะเบียนแล้ว 1 วัน จัดยาไม่เกินเวลา 20.00 น. ส่วนค่าใช้จ่ายในการจัดส่งอาจจะต้องรับผิดชอบเอง หรืออนาคตจะพยายามหาผู้ช่วยในการจัดส่งยาอีกครั้งหนึ่ง.