ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 22 ก.ค. นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ ประธานกรรมการ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ นายซิคเว่ เบรคเก้ ประธาน และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เทเลนอร์ กรุ๊ป จัดแถลงข่าวต่อสื่อมวลขนกรณีการควบรวมของ ทรู-ดีแทค โดยนายศุภชัย กล่าวว่า การควบรวมของทั้งสองบริษัท ไม่ใช่การเทคโอเวอร์ ซึ่งจากการศึกษาประกาศ กสทช.ปี 61 ทาง กรรมการ กสทช.ไม่มีอำนาจในการอนุมัติ การควบรวมครั้งนี้ แต่มีอำนาจในการออกเงื่อนไขให้ทั้งสองบริษัทปฏิบัติตามเมื่อควบรวมเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบด้านต่างๆ ซึ่งหากเอกชนไม่ยอมรับก็สามารถฟ้องศาลปกครอง

“เราไม่ได้กดดัน และไม่เคยคิดจะฟ้องร้อง กสทช. เพราะเข้าใจและเห็นใจว่าท่านเป็นกรรมการชุดใหม่อาจต้อง ใช้เวลาศึกษาข้อมูลรอบด้าน แต่กระบวนการต่างๆ ยังไม่ชัดเจน ทั้งที่ทั้งสองบริษัทได้ส่งข้อมูลต่างๆ และแผนธุรกิจ ใหม่ไปแล้วตั้งแต่ ม.ค. จึงอยากเรียกร้องให้ กสทช.เร่งกระบวนการพิจารณาตามกรอบที่ กสทช.เป็นผู้กำหนด 90 วัน ซึ่งเลยมาแล้ว และทางเราก็ถูกถามจากผู้ถือหุ้นและนักลงทุนต่างๆจากทั้งในและต่างประเทศ จึงอยากทำงานกับ กสทช. ในกระบวนการ กำหนดเงื่อนไขการควบรวมเริ่มเดินหน้า และการควบรวมแบบนี้ก็เคยมีมาแล้วอย่างกรณีของบริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือเอ็นที ซึ่งกรรมการ กสทช. 5 ท่านก็มีอำนาจตัดสินใจแล้วตามกฎหมาย”

นายศุภชัย กล่าวต่อว่า ยืนยันว่าการควบรวมทั้งสองบริษัทจะเป็นพาร์ทเนอร์ที่ถือหุ้นเท่ากันไม่ถึง 30% ผู้บริหารจะถูกคัดเลือกจากคนที่เก่งของทั้งสองบริษัท จะไม่มีการลดคน เป็นบริษัทใหม่จะสามารถแข่งขันในตลาดได้ โดยเฉพาะกับโอทีที จากต่างประเทศ มีเทคโนโลยีที่สูงขึ้น ลดการลงทุนที่ซ้ำซ้อน ประชาชนและประเทศได้ประโยชน์ จากคุณภาพบริการ และการลงทุน 5 จี อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้จะมีการตั้งกองทุน 7,300 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนสตาร์ทอัพ ในการแข่งขันในตลาดโลกด้วย สำหรับในประเด็น เรื่องค่าบริการนั้น ทาง กสทช.สามารถควบคุมได้ตามกฎหมาย ส่วนเรื่องการแข่งขัน ก็เชื่อว่าจะเกิดการแข่งขันเพิ่มขึ้น จาก 2 บริษัทที่แข็งแกร่ง โดยยืนยันว่า ตลาดมีผู้เล่นที่แข็งแกร่ง 2 ราย ดีกว่า 1 รายที่แข็งแกร่ง และ อีก 2 บริษัทอ่อนแอ แข่งขันไม่ได้

นายซิคเว่ กล่าวว่า บริษัทใหม่ที่ตั้งขึ้นจะมีบริการใหม่ๆ หลากหลายรูปแบบในราคาที่เหมาะสมสู่ผู้บริโภค ธุรกิจเอสเอ็มอี และบริษัทขนาดใหญ่ ให้บริการ ผ่านเครือข่ายที่ครอบคลุม มีคุณภาพและความเร็วสูง ช่วยส่งเสริมการเติบโต ของเศรษฐกิจดิจิทัล และสร้างอุตสาหกรรมโทรคมนาคม-เทคโนโลยี รวมถึงเทคโนโลยีคลาวด์ ไอโอที และเอไอ ฯลฯ ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพที่จะเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ดิจิทัล ในภูมิภาคนี้ได้ ทั้งเรื่องอีคอมเมิร์ซ เทคสตาร์ทอัพ ตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งทั้ง ทรู และดีแทค ก็พร้อมนำจุดแข็งของทั้งสองบริษัทที่ตั้งเป็นบริษัทใหม่ มาช่วยสนับสนุนให้ไทยไปถึงจุดนั้นได้ในอนาคต.