เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2565 ‘ไปตู้’ บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีเสิร์ชเอนจิ้นของจีน จัดการเปิดตัวนวัตกรรมแห่งยานยนต์รุ่นล่าสุดของบริษัท ‘Apollo RT6’ ในประเภทรถยนต์ระบบอัตโนมัติที่ขับขี่เองได้โดยไม่ต้องใช้คนขับ พร้อมด้วยพวงมาลัยบังคับทิศทางที่สามารถถอดเก็บได้ โดยมีแผนจะนำรถรุ่นนี้ไปใช้ในแพลตฟอร์มให้บริการรถแท็กซี่ไร้คนขับหรือ ‘Robotaxi’ ในจีนภายในปีหน้า

โรบิน หลี่ ประธานบริหารของไป่ตู้แถลงในงานประชุม ‘Baidu World’ ว่ารถยนต์รุ่นนี้ จะช่วยลดต้นทุนทางธุรกิจได้อย่างมาก และจะช่วยให้บริษัทสามารถส่งรถดังกล่าวไปยังระบบให้บริการทั่วประเทศจีนได้เป็นจำนวนนับหมื่นคัน 

หลี่ ยังกล่าวอีกด้วยว่า บริษัทกำลังมุ่งสู่อนาคตของการใช้บริการ Robotaxi ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายถูกกว่าบริการรถแท็กซี่ในปัจจุบันถึงครึ่งหนึ่ง

รถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดของ ไป่ตู้ มีความสามารถในการบังคับและขับขี่ระดับ 4 ซึ่งอยู่ในขั้นที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการดูแลและตรวจสอบหรือแทรกแซงจากมนุษย์เลย ตัวรถจะมีการติดตั้งกล้องรอบคันเป็นจำนวน 12 จุด และอุปกรณ์ตรวจจับเพื่อกะระยะของวัตถุรอบ ๆ รถ (LiDAR) จำนวน 8 จุด โดยระบบ LiDAR นี้จะใช้สัญญาณแสงเลเซอร์เพื่อตรวจจับ ไม่ใช่ระบบตรวจจับด้วยคลื่นวิทยุเหมือนระบบเดิม

รถรุ่น Apollo RT6 ซึ่งถอดพวงมาลัยบังคับออกได้
รูปโฉมภายนอกของ Apollo RT6

อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทยังไม่ยอมเปิดเผยชื่อของโรงงานผลิตรถรุ่นใหม่นี้

หลี่เจิ้นอวี่ รองประธานอาวุโสของไป่ตู้ กล่าวในที่ประชุมว่า รถยนต์ระบบไร้คนขับและพวงมาลัยบังคับทิศทางนี้ จะสามารถนำไปใช้งานบนถนนจริง ก็ต่อเมื่อผู้บริหารในรัฐบาลจีนอนุมัติอย่างเป็นทางการ พร้อมกับเสริมว่า ความสามารถในการควบคุมของรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดนี้ เทียบเท่ากับทักษะของนักขับที่มีประสบการณ์มากกว่า 20 ปี ในการขับรถ

ไป่ตู้ ตั้งแผนกยานยนต์อัตโนมัติ ‘อพอลโล’ มาตั้งแต่ปี 2560 โดยเป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทของจีน ที่ต้องการทำให้กระแสการใช้งานรถยนต์ไร้คนขับเป็นไปได้จริง โดยมีคู่แข่ง เช่น บริษัท ‘โพนี.เอไอ’ ซึ่งมี โตโยต้า มอเตอร์ หนุนหลัง และ บริษัท ‘วีไรด์’  ซึ่งมีบริษัทนิสสัน ร่วมลงทุนกับบริษัทรถยนต์กว่างโจว

บริการรถแท็กซี่ไร้คนขับของ ไป่ตู้ มีชื่อว่า ‘อพอลโล โก’ (Apollo Go) ได้เริ่มให้บริการเป็นจำนวนกว่า 1 ล้านคันทั่วประเทศจีน นับตั้งแต่เริ่มเปิดตัวในปี 2563 นอกจากนี้ ไป่ตู้ ยังเคยแถลงว่า บริษัทได้รับอนุญาตให้ใช้รถแท็กซี่ไร้คนขับอย่างแท้จริงบนถนนสาธารณะในกรุงปักกิ่งแล้ว เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

เครดิตภาพ : REUTERS