เมื่อวันที่ 26 ก.ค. ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงสถานการณ์โควิด-19 ว่า ตั้งแต่วันที่ 23 ก.ค. เป็นต้นมา จะเห็นตัวเลขผู้ป่วยครบ 3 ตัวเลขทั้งปอดอักเสบเกิน 800 กว่าราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 400 กว่าราย และเสียชีวิต 30 ราย ถือเป็นสัญญาณว่ามีการติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น กลุ่มผู้มีอาการหนักและเสียชีวิตทั้งหมดยังเป็นกลุ่มเสี่ยง และฉีดวัคซีนไม่ครบ เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทย ต่างประเทศก็เช่นกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องเร่งทำตอนนี้คือคุมการติดเชื้อระดับหนึ่ง แต่คงไม่มีการล็อคดาวน์แน่นอน ดังนั้นกิจกรรมต่างๆ คงต้องดูความสมดุลระหว่างสุขกับเสี่ยง คือต้องทำให้ความเสี่ยงน้อยลง เช่น รีบไปฉีดวัคซีน ใส่หน้ากากอนามัย รักษาระยะห่าง หากทำได้เรายังคงผ่านช่วงตรงนี้ไปได้ จึงอยากจะย้ำเตือนถึงการฉีดวัคซีน ข้อมูลตอนนี้จะเห็นว่า 3 เข็ม ลดการติดเชื้อไม่ได้มาก แต่ยังลดความรุนแรงได้ แต่หากต้องการลดการติดเชื้อด้วยต้องฉีด 4 เข็ม โดยเฉพาะคนที่มีปัจจัยเสี่ยง คนที่ฉีด 3 เข็มตอนนี้เชื่อว่าภูมคุ้มกัน โดยเฉพาะสายพันธุ์ BA.4 และ BA.5 ที่ครองพื้นที่ส่วนใหญ่ในประเทศไทยขณะนี้ พบว่าภูมิต้านทานต่อการติดเชื้อจากการฉีดวัคซีนลดลงประมาณ 1 ใน 3 เมื่อเทียบกับ BA.1 และ BA.2
เมื่อถามถึงข้อเสนอก่อนหน้าที่เคยเสนอให้มีการสวมหน้ากากในพื้นที่เสี่ยง ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่าจะเห็นว่าหลายประเทศขณะนี้เริ่มกลับมาให้สวมหน้ากาก เพราะเริ่มเป็นห่วง เนื่องจากหลายคนไปชะล่าใจคิดว่าเชื้อไม่รุนแรงจึงปล่อย แต่เมื่อเกิดการติดเชื้อจำนวนมาก ที่สำคัญคือเสี่ยงต่อการกลายพันธุ์ใหม่อีก เชื้อโคโรน่าไวรัสเมื่อมีการถ่ายทอดจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนในเวลาที่เร็วและมีจำนวนมากๆ บ่อยครั้งทำให้เกิดการกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ใหม่ หากกลายเป็นสายพันธุ์ใหม่ที่รุนแรงจะเดือดร้อนกันอีก จึงอยากชวนคนไทยให้กลับมาดูแลตนเอง สร้างสมดุลระหว่างสุขกับเสี่ยง คิดให้ดี เพราะความเสี่ยงแต่ละคนไม่เท่ากัน จึงไม่ควรไปอยู่ในพื้นที่เสี่ยงที่มีผู้คนจำนวนมาก หากอยากจะสุขเยอะต้องลดความเสี่ยงลงให้มากที่สุดด้วยการฉีดวัคซีน ใส่หน้ากาก รักษาระยะห่าง จะมีโอกาสไปร่วมกิจกรรมในสังคมอื่นๆ ได้
เมื่อถามว่าจะมีการเสนอเรื่องการสวมหน้ากากในพื้นที่เสี่ยงให้ศบค.พิจารณาอีกหรือไม่ ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่าตอนนี้เชื่อว่าข้อมูลต่างๆ คงมีการนำเสนอต่อ ศบค.มากขึ้นเรื่อยๆ โควิด-19 ไม่สามารถออกมาตรการใดมาตรการหนึ่งแล้วคงอยู่เช่นนั้นต่อเนื่องไป 7-8 เดือน มาตรการคงต้องปรับเปลี่ยนอยู่เรื่อยๆ ให้สอดรับกับสถานการณ์ เมื่อเราเห็นแนวโน้มไปในทางที่ไม่ดีนักก็ต้องรีบกระชับเข้ามาให้มากขึ้น ส่วนสถานการณ์ผู้ป่วยโควิด-19 ที่เข้ามารักษาที่รพ.ศิริราชขณะนี้ก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น การครองเตียงก็เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันรพ.ก็ยังต้องรักษาคนไข้อื่นๆ เต็มรูปแบบด้วยเช่นกัน
ศ.นพ.ประสิทธิ์ ยังกล่าวถึงสถานการณ์ฝีดาษวานรองค์การอนามัยโลกประกาศเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ ว่าโรคฝีดาษวานรยังไม่ได้จัดเป็นโรคที่แพร่ระบาด ยังไม่เข้าเกณฑ์ เพราะฝีดาษวานรมีลักษณะที่ต่างจากโควิด-19 คือ ไวรัสตัวนี้ไม่กลายพันธุ์ หากจะแพร่ระบาดจะเกิดจากคนที่มีอาการแล้วผ่านการสัมผัสใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารคัดหลั่งที่ติดมากับผื่นตุ่มน้ำ ไม่สามารถแพร่เชื้อผ่านทางอากาศ และมียารักษาแต่ราคายาแพงมาก ด้วยลักษณะต่างๆ ดังกล่าวเชื่อว่าจะไม่มีการติดเชื้อจนกลายเป็นการแพร่ระบาดใหญ่ อย่างไรก็ตามทั้งกระทรวงสาธารณสุข รพ. ทุกคนต้องช่วยเฝ้าระวังสังเกตหากพบเห็นบุคคลที่เข้าลักษณะโรคก็ต้องรีบแจ้งเพื่อควบคุม ยับยั้งการแพร่กระจายไปที่อื่น.



