นายเบนสัน ฉิน ซีอีโอ หัวเว่ย คลาวด์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า องค์กรต่างๆ ในประเทศไทยอยู่ในระหว่าง การเปลี่ยน ผ่านสู่เทคโนโลยีดิจิทัลและใช้คลาวด์มากขึ้นเรื่อยๆ หัวเว่ย คลาวด์ ประเทศไทย จึงเร่งที่จะทำงานร่วมกับลูกค้า และพาร์ทเนอร์เพื่อสร้างเศรฐกิจดิจิทัลคาร์บอนต่ำ และผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลเร็วยิ่งขึ้น หัวเว่ย คลาวด์ จึงได้สร้างแพลตฟอร์มคลาวด์ + เอไอ ชั้นนำ เพื่อการทำให้คลาวด์เป็นบริการอัจฉริยะที่เข้าถึงได้สะดวก เพื่อสร้างโครงสร้างคลาวด์พื้นฐานสำหรับโลกอัจฉริยะ โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มลูกค้าหลักในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ และตั้งเป้าหมายให้หัวเว่ย คลาวด์ ประเทศไทยขึ้นเป็นอันดับ 2 ของตลาดภายในระยะเวลา 3 ปี รวมถึงขึ้นเป็นแบรนด์ อันดับหนึ่งในไทยภายในเวลา 5 ปี ข้างหน้า

“เศรษฐกิจดิจิทัลอยู่รอบๆ และไม่หยุดนิ่ง การเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีดิจิทัลและการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นเทรนด์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในภาคอุตสาหกรรมนี้และบริการด้านคลาวด์ก็ผสมผสานอยู่ในทั้งสองเทรนด์นี้ ซึ่งการดำเนินธุรกิจและการช่วยเหลือสนับสนุนประเทศไทย หัวเว่ย คลาวด์ เป็นหนึ่งในกุญแจหลักที่สำคัญ ของการให้บริการ ด้วยคุณภาพอย่างต่อเนื่อง ที่จะส่งผลให้ไทยกลายเป็นหนึ่งในดิจิทัล ฮับ​ ของอาเซียน ในที่สุด”

นายเบนสัน กล่าวต่อว่า นับตั้งแต่การเปิดให้บริการของหัวเว่ย คลาวด์ ในไทยครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 ก.ย.61​ ได้ให้บริการไปแล้วกว่า 15 กลุ่มอุตสาหกรรม​ สร้างพาร์ทเนอร์ภายในประเทศกว่า 300 ราย และให้บริการลูกค้าจำนวนหลายพันราย ซึ่งปัจจุบันได้ให้บริการคลาวด์กว่า 80 รายการ  พร้อมด้วยศูนย์ข้อมูล 3 แห่งภายในประเทศ โดยแห่งที่ 3 ได้เปิดตัวไปเมื่อวันที่ 25 มี.ค. ที่ผ่านมา โดยจากรายงานล่าสุดของการ์ทเนอร์ ส่วนแบ่งการตลาดระบบคลาวด์ แบบ การให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที ของหัวเว่ยใน ไทยอยู่ที่ 29.44% ถือเป็นอันดับสาม เพิ่มขึ้นจาก 28.38% ในปี 64 นอกจากนี้ รายงานการสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับแบรนด์ที่จัดทำขึ้นในปี 64 ยังระบุว่า การรับรู้เกี่ยวกับแบรนด์ของหัวเว่ยสูงถึง 70%