สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา เมื่อวันที่ 28 ก.ค. ว่า สภานิติบัญญัติแห่งชาติของศรีลังกามีมติเสียงข้างมาก ในการประชุมเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ขยายระยะเวลาบังคับใช้คำสั่งสถานการณ์ฉุกเฉิน ออกไปอีกอย่างน้อย 1 เดือน เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ


ทั้งนี้ ประธานาธิบดีรานิล วิกรมสิงเห ประกาศคำสั่งดังกล่าว เมื่อวันที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมา ในช่วงที่ยังอยู่ในฐานะรักษาการผู้นำ ซึ่งมาตรการดังกล่าวยังเป็นการมอบอำนาจให้แก่ทหาร ในการตรวจค้น จับกุม และจำกัดการรวมตัวในที่สาธารณะของประชาชน โดยไม่จำเป็นต้องมีคำสั่งอย่างเป็นทางการจากศาล


หลังจากนั้นอีก 3 วัน สภามีมติรับรองให้ วิกรมสิงเห ดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศคนใหม่ แทนอดีตประธานาธิบดีโกตาพญา ราชปักษา ซึ่งข้อมูลจากแหล่งข่าวระดับสูงอย่างน้อย 2 คน ระบุว่า รัฐบาลสิงคโปร์ขยายระยะเวลา “พำนักชั่วคราวระยะสั้น” ให้แก่อดีตผู้นำศรีลังกา “เพิ่มอีกอย่างน้อย 14 วัน” คือจนถึงวันที่ 11 ส.ค. นี้


อนึ่ง ราชปักษาหลบหนีการลุกฮือขับไล่ของประชาชน ออกจากศรีลังกา มาแวะพักที่มัลดีฟส์ แล้วเดินทางถึงสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 14 ก.ค. ที่ผ่านมา ในเวลานั้น กระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ยืนยันว่า อดีตผู้นำศรีลังกาไม่ได้ยื่นคำร้องขอลี้ภัย และการพำนักอยู่ในประเทศ “มีผลชั่วคราวเพียงระยะสั้น”


ด้านกระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของสิงคโปร์ ยังปฏิเสธให้ความเห็นอย่างเป็นทางการ ขณะที่สื่อท้องถิ่นหลายแห่งในศรีลังการายงานว่า ศาลฎีกามีคำสั่งขยายระยะเวลาห้ามเดินทางออกนอกประเทศ ของพี่ชายและน้องชายราชปักษา คือนายมหินทา ราชปักษา อดีตประธานาธิบดีและอดีตนายกรัฐมนตรี และนายบาซิล ราชปักษา อดีต รมว.คลัง ออกไปจนถึงวันที่ 2 ส.ค. นี้ “เป็นอย่างน้อย”


ขณะที่ สำนักงานตำรวจกรุงโคลัมโบรายงานการจับกุมนักกิจกรรมอย่างน้อย 2 คน แล้วตั้งข้อหาเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมรวมตัวอย่างผิดกฎหมาย ที่รวมถึงการยึดครองบ้านพักประจำตำแหน่งของประธานาธิบดี โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงวันเดียว หลังมีการบุกจับกุมนายดานิซ อาลี หนึ่งในนักเคลื่อนไหวคนสำคัญ ถึงบนเครื่องบินโดยสารที่เตรียมเดินทางออกจากศรีลังกา ไปยังนครดูไบ ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ( ยูเออี ).

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES