นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยว่า หลังจากที่ พ.อ.สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ เข้ามารับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็นที ได้มอบนโนบายและโครงการหลักๆ ที่ต้องเร่งขับเคลื่อนให้สำเร็จ คือ การปรับโครงสร้างองค์กรหลังมีการควบรวมกิจการ ที่ยังไม่แล้วเสร็จ การเร่งโครงการ 5จี บนคลื่น 700 เมกะเฮิรตซ์ ที่เป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ซึ่งจะนำคลื่นครึ่งหนึ่งที่ประมูลมาทำธุรกิจร่วมกับเอไอเอส ส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่ง เอ็นทีต้องนำมาดำเนินการเอง รวมถึงกิจการดาวเทียมที่รับมอบสัมปทานมาจากบริษัท ไทยคม จำกัด และการนำสายสื่อสารลงดิน รวมถึงการหารายได้จากช่องทางธุรกิจใหม่ๆ เพื่อให้เอ็นทีมีผลกำไรในการดำเนินธุรกิจไม่ขาดทุน

ด้าน พ.อ.สรรพชัยย์ กล่าวเมื่อวันที่ 26 ก.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งได้จัดงานพุดคุยครั้งแรกกับพนักงานเอ็นที พร้อมแสดงวิสัยทัศน์ ในการขับเคลื่อนเอ็นทีสู่ความสำเร็จ โดยเรื่องที่สำคัญคือการขึ้นเงินเดือนให้พนักงาน 6.5% ภายในสิ้นเดือน ส.ค. 65 และสัญญาว่า ต่อไปการขึ้นเงินเดือนจะตรงเวลาไม่ล่าช้า ขณะที่เรื่องโบนัสนั้น ยังไม่สามารถให้คำตอบได้ แม้ว่าปี 64 เอ็นทีมีกำไร 2,600 ล้านบาท เพราะตัวเลขยังไม่ได้หักค่าเสื่อมต่างๆ ส่วนเรื่องการพูดคุยเรื่องโครงสร้างองค์กรนั้น จะมีนัดกับพนักงานอีกครั้งหนึ่งวันที่ 11 ส.ค. นี้ โดยยืนยันว่า การปรับโครงสร้างต้องปรับแบบค่อยเป็นค่อยไป

พ.อ.สรรพชัยย์ หุวะนันทน์

พ.อ.สรรพชัยย์  ยังกล่าวถึง เรื่องคลื่น 700 เมกะเฮิรตซ์ ตอนที่ตัดสินใจประมูลมีแผนความพร้อม แต่ในปัจจุบันนี้ จะขายให้เอไอเอสมาเป็นพาร์ทเนอร์ จำนวน 5 เมกะเฮิรตซ์ รับไปเท่ากับมูลค่าปีที่มีอยู่ของการประมูล ส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่ง เอ็นทีจะนำมาทำเพื่อรักษาฐานลูกค้าเก่า 2-3 ล้านราย และทำเรื่องไอโอที ให้กับโครงการกลุ่มลูกค้า องค์กร เพราะจำนวนดีไวซ์จะเกิดในอนาคตมหาศาล คลื่นที่กำลังจะหมดในปี 68 ทั้งคลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์, 2100 เมกะเฮิรตซ์ และ 2300 เมกะเฮิรตซ์ ที่ต้องส่งคืนให้ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม แห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งจะทำให้รายได้เอ็นทีหายไปปีละ 10,000 ล้านบาท จึงต้องเร่งนำคลื่นที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจมากที่สุด