ที่อาคารธานีนพรัตน์ ศาลาว่าการ กทม. 2 (ดินแดง) เมื่อวันที่ 1 ส.ค. เวลา 12.00น. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวภายหลังการประชุมผู้บริหาร กทม. ถึงความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวว่า กทม.เป็นคู่สัญญาหลักกับ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (เคที) โดยแนวเส้นทางหลัก (ไข่แดง) ประกอบด้วยสายสุขุมวิท หมอชิต-อ่อนนุช และสายสีลม (สนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน) กทม.ให้สัมปทาน บริษัท ขนส่วมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) บีทีเอสซี ตั้งแต่ 2542-2572 และตั้งแต่ 2572-2585 กทม.ว่าจ้าง เคที บริหารจัดการระบบ ซึ่งเคทีได้ว่าจ้างให้บีทีเอสซี เดินรถพร้อมซ่อมบำรุง โดยแนวส่วนต่อขยายที่ 1 สายสุขุมวิท (อ่อนนุช-แบริ่ง) และสายสีลม (สะพานตากสิน-บางหว้า) ได้ว่าจ้างบีทีเอสเดินรถและปรับปรุง (2555-2585) ส่วนแนวส่วนต่อขยายที่2 สายสุขุมวิท (แบริ่ง-เคหะฯ) และ (หมอชิต -สะพานใหม่-คูคต) มอบหมายให้เคทีบริหารจัดการ และจัดให้มีระบบไฟฟ้าและเครื่องกล ซึ่งเคที จ้างบีทีเอส เดินรถและซ่อมบำรุง ซื้อขายพร้อมติดตั้งระบบการเดินรถ 

ทั้งนี้ พบความแตกต่าง ระหว่างการทำส่วนต่อขยายทั้ง2ส่วน โดยส่วนต่อขยายที่1 ได้มีการบรรจุโครงการลงในข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่องงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปีงบประมาณ 2555 (ฉบับที่1) จากนั้นมีการลงนามสัญญาจ้าง โครงการบริหารจัดการระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ ระหว่าง กทม.กับเคที ก่อนที่เคทีจะลงนามสัญญาให้บีทีเอสซี เดินรถและซ่อมบำรุง แต่ส่วนต่อขยายที่ 2 มีการลงนามสัญญาซื้อขาย พร้อมติดตั้งระบบการเดินรถและซ่อมบำรุง (ไฟฟ้าและเครื่องกล) ระหว่างเคที กับ บีทีเอส จากนั้นลงนามบันทึกข้อตกลงมอบหมายให้จัดบริการเดินรถและติดตั้งระบบเดินรถและซ่อมบำรุง ระหว่าง กทม.กับเคที ก่อนเคทีจะลงนามสัญญา ให้บีทีเอสเดินรถและซ่อมบำรุง จะเห็นได้ว่าความแตกต่างส่วนต่อขยายที่ 2 ไม่มีการบรรจุโครงการลงในงบรายจ่ายดังกล่าว จึงไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภา กทม. และความแตกต่างที่ 2 ส่วนต่อขยายที่ 1 เป็นการทำสัญญาจ้าง มีการระบุกรอบวงเงินที่ชัดเจน แต่ส่วนต่อขยายที่ 2 เป็นการทำบันทึกมอบหมาย โดยไม่มีการระบุวงเงินงบประมาณ มีเพียงข้อมูลประมาณการรายรับ รายจ่ายเท่านั้น

ขณะที่ภาระหนี้ที่เคทีเรียกเก็บจาก กทม. ตั้งแต่ เม.ย. 2560-เม.ย. 2565 รวมทั้งสิ้น 35,459,486,964.87 บาท แบ่ง เป็นค่าเดินรถและซ่อมบำรุง 17,609,605,690.59 บาท ส่วนต่อขยาย1-2 และค่าใช้จ่ายงานซื้อขายพร้อมติดตั้งระบบเดินรถ เฉพาะส่วนต่อขยายที่2 จำนวน 17,849,881,274.28บาท  แต่หนี้ดังกล่าวยังไม่สามารถชำระได้ เนื่องจากหนี้สินเป็นเงื่อนไขจากการเจรจา ของคณะกรรมการเจรจาที่ทำตามคำสั่งของหัวหน้า คสช. เรื่องการดำเนินโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งปัจจุบัน อยู่ระหว่างรอความเห็นจาก ครม. พิจารณาร่างสัญญาร่วมทุนฉบับแก้ไขถึงปี 2602

นอกจากนี้ ยังได้สรุปประมาณการเงินอุดหนุนที่ กทม.ให้เคที สำหรับบริหารจัดการส่วนต่อขยายที่ 2 ตั้งแต่ปี 2562-2572 เป็นจำนวน 9,001.60 ล้านบาท แม้จะมีการประมาณว่าต้องใช้เงินงบประมาณในการอุดหนุน แต่กลับไม่มีการขออนุมัติงบฯ จากสภา กทม. ซึ่งความแตกต่างระหว่างรายรับรายจ่าย ประมาณการและที่เกิดขึ้นจริงของส่วนต่อขยายที่ 2 มีข้อสังเหตุว่ารายได้และค่าใช้จ่ายในช่วง 5 ปีแรก ของส่วนต่อขยายที่ 2 ของที่ประมาณการไว้ ในบันทึกมอบหมาย และรายได้ที่เกิดขึ้นจริง (ซึ่งเคที เรียกเก็บจาก กทม. และการเก็บค่าโดยสาร) มีความแตกต่างกัน ทั้งแง่รายได้ที่ไม่เคยมีการเก็บเลย และค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าประมาณการไว้ กล่าวคือ ตั้งแต่ปี 2562-2564 มีการประมาณการรายได้ไว้ แต่ไม่มีการเรียกเก็บค่าโดยสาร แต่กลับมาเรียกเก็บจาก กทม. ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในเดินรถ 

ขณะเดียวกัน มีข้อสังเกต เรื่องค่าใช้จ่ายประมาณการติดตั้งระบบเดินรถในบันทึกมอบหมายช่วงปี 2563-2565 มีการประมาณการไว้เพียงดอกเบี้ย แต่ในความเป็นจริง มีการเรียกเก็บเงินต้นเข้ามาด้วยทั้งหมด ส่วนค่าแรกเข้า เคที จะได้เจรจากับบีทีเอส ในแนวทางการจัดเก็บค่าแรกเข้าเพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนระหว่างส่วนสัมปทานและส่วนต่อขยาย คาดว่าใช้เวลาไม่นาน เพื่อจัดเก็บค่าโดยสารส่วนต่อขยายส่วนที่ 2 ให้เร็วที่สุด ทั้งนี้ กทม.ไม่ได้ประวิงเวลาในการจ่ายหนี้ล่าช้า แต่จำเป็นต้องทำให้รอบคอบ เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกฎหมาย ตัวเลข และเงินงบประมาณซึ่งเป็นภาษีของประชาชนที่จะนำมาจ่าย

อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานระยะถัดไปของส่วนต่อขยายที่ 2 มีดังนี้

1.ตอบหนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่แจ้ง กทม. ขอทราบแนวทางการดำเนินโครงการเนื่องด้วยมีผู้ว่าฯ กทม. และสภา กทม. ชุดใหม่ โดยแนวทางการดำเนินงาน ประกอบด้วย 1 นำหนังสือกระทรวงมหาดไทยเข้าหารือร่วมกับสภา กทม. โดยมีประเด็นหารือ เรื่อง งานโยธา ขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาล ดังเช่นโครงการอื่นๆ รวมถึงหารือตามมติคณะกรรมการจัดการจราจรทางบก (คจร.) ครั้งที่ 2/2560 “เห็นชอบในหลักการให้รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณ กทม. สำหรับการรับโอนโครงกรรถไฟฟ้าสายสีเขียว โดยให้กระทรวงคมนาคม กทม. กระทรงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสมระหว่างรัฐบาล และ กทม. รวมทั้งหารือแนวทางที่ กทม. จะชำระเงินคืนแก่รัฐบาล” นอกจากนี้ ยังมีเรื่องโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวหลังปี 2585 จะดำเนินการตาม พ.ร.บ.การร่วมลงทุนฯ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส

2.ตรวจสอบบันทึกข้อตกลงมอบหมายกิจการในอำนาจหน้าที่ของ กทม. โครงการระบบชนส่งมวลชนสายสีเขียว โดยมีแนวทางการดำเนินงาน ดังนี้ 1 ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบความถูกต้องของบันทึกข้อตกลงมอบหมาย 2 นำบันทึกข้อตกลงฯ เข้าหารือร่วมกับสภา กทม. เพื่อหาแนวทางในการดำเนินงานต่อไป

3.การเริ่มจัดเก็บค่าโดยสาร มีแนวทางการดำเนินงาน คือ นำรายละเอียดคำโดยสาร วิธีคิด สูตรคำนวณ ประมาณการรายได้ค่าโดยสาร แจ้งให้สภา กทม. ทราบเพื่อดำเนินการจัดเก็บ

พร้อมกันนี้ จะนำข้อมูลข้างต้นไปเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของ กทม. เนื่องจากได้รับความเห็นชอบจาก เคที ในการเปิดเผยข้อมูลแล้ว

ด้านนายประแสง มงคลศิริ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (เคที ) เปิดเผยว่า ตามที่ กทม.ได้ว่าจ้างและมอบหมายให้บริษัทฯดำเนินโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวใน 2 สัญญาคือ สัญญาที่ กทม. ได้ว่าจ้าง เคที เป็นผู้บริหารระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร ระยะเวลา 30 ปี ลงนามเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2555 หรือสัญญาโครงการรถไฟฟ้าบีทีเอสส่วนต่อขยายที่ 1 ประกอบด้วย 

1 ส่วนต่อขยายสายสีลม 2.2 กิโลเมตร (สถานีสะพานตากสิน-วงเวียนใหญ่) 

2 ต่อขยายสายสุขุมวิท 5.25 กิโลเมตร (สถานีอ่อนนุช-แบริ่ง) 

3 ส่วนต่อขยายสายสีลม 5.3 กิโลเมตร (สถานีวงเวียนใหญ่-บางหว้า) และ 

4 การเดินรถหลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทานจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2572 ไปถึงวันที่ 2 พฤษภาคม 2585 

และ 2 บันทึกข้อตกลง ที่ กทม.ได้มอบหมายหน้าที่ในการดำเนินกิจการขนส่งมวลชน ให้แก่บริษัทฯ ตามบันทึกข้อตกลงการมอบหมายกิจการในอำนาจหน้าที่ของ กทม. โครงการระบบขนส่งมวลชนสายสีเขียวช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต และช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2559 หรือบันทึกข้อตกลงมอบหมายงานโครงการรถไฟฟ้าบีทีเอสในส่วนต่อขยายที่ 2 

ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินกิจการขนส่งมวลชนอันเป็นบริการสาธารณะแก่ประชาชนและด้วยหลักธรรมาภิบาลของบริษัท ที่ยึดถือความโปร่งใส ตรวจสอบได้ บริษัทฯ จึงเห็นสมควรเปิดเผยข้อมูลในสัญญาและบันทึกข้อตกลงดังกล่าวต่อสาธารณะ ซึ่งบริษัทเห็นชอบในการที่จะเปิดเผยสัญญาดังกล่าวตามที่ในสัญญาได้กำหนดให้คู่สัญญาจะเปิดเผยข้อมูลได้ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากอีกฝ่าย  ซึ่งวันนี้ทางบริษัทฯ โดยศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ประธานคณะกรรมการบริษัทฯ และตนในฐานะกรรมการผู้อำนวยการบริษัทฯ ได้ลงนามให้ความเห็นชอบในการเปิดเผยข้อมูลไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะในการบริหารจัดการโครงการให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนชาวกรุงเทพฯ