สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 2 ส.ค. ว่านายอันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) แถลงต่อที่ประชุมรัฐภาคีสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (เอ็นพีที) ที่สำนักงานใหญ่ยูเอ็น ในนครนิวยอร์ก ว่าบรรยากาศตึงเครียดด้านภูมิศาสตร์การเมืองโลกในปัจจุบัน ทำให้มนุษยชาติเสี่ยงเผชิญกับอันตรายจากนิวเคลียร์ ในระดับสูงสุดตั้งแต่สมัยสงครามเย็น
กูเตร์เรสกล่าวว่า การประชุมเอ็นพีทีครั้งนี้ ซึ่งเป็นครั้งที่ 10 และจะดำเนินเรื่อยไปจนถึงวันที่ 26 ส.ค. นี้ ถือเป็นโอกาสอันดีสำหรับทุกฝ่าย ที่จะร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อยกระดับความแข็งแกร่งของข้อตกลงฉบับนี้ ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน กล่าวคือ สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน บรรยากาศตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลี และสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
Today, humanity is just one misunderstanding, one miscalculation away from nuclear annihilation.
— António Guterres (@antonioguterres) August 1, 2022
The Conference of the Treaty on the Non-Proliferation of Nuclear Weapons is an opportunity to agree on the measures that will help avoid certain disaster. pic.twitter.com/Ht4mm7RFMj
ย้อนกลับไปเมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา สมาชิกถาวรทั้ง 5 ประเทศในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ได้แก่ สหรัฐ รัสเซีย จีน ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร ออกแถลงการณ์ร่วมกัน เกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงการทำสงครามระหว่างกลุ่มประเทศซึ่งมีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ในครอบครอง และลดความเสี่ยงทางยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ในเวลาเดียวกับที่ทุกฝ่ายต้องสร้างบรรยากาศด้านความมั่นคงที่ดีร่วมกัน
ขณะที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐ และประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย เผยแพร่แถลงการณ์ต่อที่ประชุมเอ็นพีทีครั้งนี้ โดยไบเดนกล่าวว่า รัฐบาลวอชิงตันพร้อมเจรจากรอบความร่วมมือด้านอาวุธนิวเคลียร์ฉบับใหม่กับรัฐบาลมอสโก เมื่อสนธิสัญญาสันติภาพระดับทวิภาคี ว่าด้วยการลดจำนวนอาวุธนิวเคลียร์ ที่เรียกโดยย่อว่า “นิว สตาร์ต” ฉบับปัจจุบัน จะหมดอายุ ในปี 2569
ด้านแถลงการณ์ของปูตินมีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า “ไม่มีใครชนะ” ในสงครามนิวเคลียร์ ส่วนสำนักงานคณะผู้แทนถาวรรัสเซียประจำยูเอ็น “ตั้งข้อสงสัย” ว่าสหรัฐพร้อมเจรจาต่ออายุนิว สตาร์ต จริงหรือไม่ ปัจจุบันรัสเซียและสหรัฐครอบครองหัวรบนิวเคลียร์มากที่สุดเป็นอันดับ 1 และ 2 ของโลกตามลำดับ โดยปริมาณหัวรบนิวเคลียร์ที่ทั้งสองประเทศมีอยู่นั้น รวมกันเป็นสัดส่วนมากกว่า 90% ของหัวรบนิวเคลียร์ที่มีอยู่ทั้งหมดบนโลก.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



