สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 2 ส.ค. ว่านายอันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) แถลงต่อที่ประชุมรัฐภาคีสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (เอ็นพีที) ที่สำนักงานใหญ่ยูเอ็น ในนครนิวยอร์ก ว่าบรรยากาศตึงเครียดด้านภูมิศาสตร์การเมืองโลกในปัจจุบัน ทำให้มนุษยชาติเสี่ยงเผชิญกับอันตรายจากนิวเคลียร์ ในระดับสูงสุดตั้งแต่สมัยสงครามเย็น


กูเตร์เรสกล่าวว่า การประชุมเอ็นพีทีครั้งนี้ ซึ่งเป็นครั้งที่ 10 และจะดำเนินเรื่อยไปจนถึงวันที่ 26 ส.ค. นี้ ถือเป็นโอกาสอันดีสำหรับทุกฝ่าย ที่จะร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อยกระดับความแข็งแกร่งของข้อตกลงฉบับนี้ ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน กล่าวคือ สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน บรรยากาศตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลี และสถานการณ์ในตะวันออกกลาง


ย้อนกลับไปเมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา สมาชิกถาวรทั้ง 5 ประเทศในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ได้แก่ สหรัฐ รัสเซีย จีน ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร ออกแถลงการณ์ร่วมกัน เกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงการทำสงครามระหว่างกลุ่มประเทศซึ่งมีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ในครอบครอง และลดความเสี่ยงทางยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ในเวลาเดียวกับที่ทุกฝ่ายต้องสร้างบรรยากาศด้านความมั่นคงที่ดีร่วมกัน


ขณะที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐ และประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย เผยแพร่แถลงการณ์ต่อที่ประชุมเอ็นพีทีครั้งนี้ โดยไบเดนกล่าวว่า รัฐบาลวอชิงตันพร้อมเจรจากรอบความร่วมมือด้านอาวุธนิวเคลียร์ฉบับใหม่กับรัฐบาลมอสโก เมื่อสนธิสัญญาสันติภาพระดับทวิภาคี ว่าด้วยการลดจำนวนอาวุธนิวเคลียร์ ที่เรียกโดยย่อว่า “นิว สตาร์ต” ฉบับปัจจุบัน จะหมดอายุ ในปี 2569


ด้านแถลงการณ์ของปูตินมีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า “ไม่มีใครชนะ” ในสงครามนิวเคลียร์ ส่วนสำนักงานคณะผู้แทนถาวรรัสเซียประจำยูเอ็น “ตั้งข้อสงสัย” ว่าสหรัฐพร้อมเจรจาต่ออายุนิว สตาร์ต จริงหรือไม่ ปัจจุบันรัสเซียและสหรัฐครอบครองหัวรบนิวเคลียร์มากที่สุดเป็นอันดับ 1 และ 2 ของโลกตามลำดับ โดยปริมาณหัวรบนิวเคลียร์ที่ทั้งสองประเทศมีอยู่นั้น รวมกันเป็นสัดส่วนมากกว่า 90% ของหัวรบนิวเคลียร์ที่มีอยู่ทั้งหมดบนโลก.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES