ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โดมวิทยาลัยอาชีวศึกษา อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ นายผล ดำธรรม ผวจ.อุตรดิตถ์ เป็นประธานในพิธีถวายราชสดุดีและถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในงานภูษาศิลป์ จากท้องถิ่นสู่สากล ซึ่ง จ.อุตรดิตถ์ โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอุตรดิตถ์ ภายใต้การนำของ นายสุรพันธ์ เจริญทรัพย์ วัฒนธรรมจังหวัดอุตรดิตถ์ ร่วมกับ วิทยาลัยอาชีวศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ และสภาวัฒนธรรมจังหวัดอุตรดิตถ์ จัดขึ้น เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 ซึ่งพระองค์ท่านมีพระเมตตาแก่ประชาชนคนอุตรดิตถ์ ตามโครงการพระราชดำริมากมาย ทั้งเขื่อนสิริกิติ์และโครงการส่งเสริมอาชีพและรายได้ตามพระราชดำริต่างๆ

ดังเห็นได้จากการเสด็จพระราชดำเนินช่วยเหลือคนอุตรดิตถ์ถึง 16 ครั้ง และในจำนวน 8 ครั้ง หรือกึ่งหนึ่ง พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปบ้านห้วยต้า ต.นางพญา อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ เพื่อส่งเสริมอาชีพและสร้างงานสร้างรายได้ให้กับประซาชนที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อน รวมถึงการส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และการทอผ้าให้กับกลุ่มทอผ้าบ้านห้วยต้าด้วย นำความปลื้มปีติและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านมาโดยตลอด

โดยภายในงานมีกิจกรรมต่างๆ ประกอบด้วย พิธีถวายราชสดุดีและถวายพระพรชัยมงคล การเดินแบบผ้าทออุตรดิตถ์ การประกวดการออกแบบผ้าทออุตรดิตถ์ การแสดงศิลปวัฒนธรรม การจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ และการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมของจังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมงานจำนวนกว่า 500 คน สร้างความปลื้มปีติและเกิดความรัก การเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ขึ้น

นายสุรพันธ์ กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีได้กำหนดให้วันที่ 12 สิงหาคมของทุกปี เป็นวันผ้าไทยแห่งชาติ และกระทรวงวัฒนธรรมกำหนดจัดงานภูษาศิลป์ จากท้องถิ่นสู่สากลขึ้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระองค์ท่าน ในระหว่างวันที่ 11-14 สิงหาคม 2565 ณ รอยัลพารากอนฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพมหานคร ซึ่งจังหวัดอุตรดิตถ์เป็นเมืองงามสามวัฒนธรรม ถือว่ามีต้นทุนเรื่องผ้าเยอะมากทั้งล้านนา ล้านช้าง และไทยกลาง การจัดงานครั้งนี้ ก็เพื่อเตรียมความพร้อมและคัดเลือกผ้าทอ เพื่อนำไปร่วมจัดแสดงในงานภูษาศิลป์ดังกล่าวในกรุงเทพมหานคร ตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อร่วมกันสืบสาน รักษา และพัฒนาต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับประชาชนในท้องถิ่น และสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้กับประเทศชาติ ให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไป