แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ ปัญหาสุขภาพที่มักถูกมองข้ามแต่มีความสำคัญอย่างยิ่งคือสุขภาพช่องปาก โดยเฉพาะ “ภาวะช่องปากเปราะบาง” (Oral Frailty) ซึ่งเป็นภาวะการถดถอยของการทำงานในช่องปากตามวัย เช่น ประสิทธิภาพของกล้ามเนื้อใบหน้า ริมฝีปาก ลิ้น และต่อมน้ำลายลดลง

​“ภาวะนี้ถือเป็นภัยเงียบที่สำคัญ เพราะการสูญเสียฟันและการถดถอยการทำงานในช่องปากเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้สูงอายุมีปัญหาในการเคี้ยวอาหาร กลืนลำบาก นำไปสู่ความรู้สึกเบื่ออาหารเลี่ยงการรับประทานอาหารจำพวกโปรตีนและเส้นใย ส่งผลให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ น้ำหนักลดลง เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะร่างกายเปราะบาง (Physical Frailty) และภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย (sarcopenia) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตโดยรวมของผู้สูงอายุ หากปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้สุขภาพร่างกายเสื่อมถอยอย่างรวดเร็ว” แพทย์หญิงอัมพร กล่าว

​ทางด้าน ทันตแพทย์ดำรง ธำรงเลาหะพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักทันตสาธารณสุข ได้ให้คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางการสังเกตอาการและวิธีป้องกันว่า สัญญาณเตือนของภาวะช่องปากเปราะบางที่คนในครอบครัวสามารถสังเกตได้ง่าย ๆ ได้แก่ อาการสำลักน้ำหรืออาหารที่เป็นของเหลวบ่อยขึ้น เคี้ยวอาหารที่มีความแข็งไม่ได้หรือเลี่ยงการรับประทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ผักและผลไม้ เนื่องจากมีการสูญเสียฟัน มีภาวะปากแห้งน้ำลายน้อย ออกเสียงไม่ชัดเจน เลี่ยงการพูดคุยหรือเข้าสังคม หากพบสัญญาณเหล่านี้ ควรรีบพาผู้สูงอายุไปพบทันตแพทย์เพื่อรับการตรวจคัดกรองภาวะช่องปากเปราะบาง แนะนำ หรือส่งต่อแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อรักษาอย่างทันท่วงที

​”สำหรับการป้องกันและชะลอภาวะดังกล่าว สามารถทำได้โดยการใส่ฟันเทียมทดแทนการสูญเสียฟันธรรมชาติ การดูแลทำความสะอาดช่องปากอย่างถูกวิธีเป็นประจำ การฝึกบริหารกล้ามเนื้อใบหน้า ลิ้น ริมฝีปาก นวดกระตุ้นต่อมน้ำลาย จิบน้ำบ่อยๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบดเคี้ยวและการกลืน รวมถึงการพาผู้สูงอายุไปตรวจสุขภาพช่องปากสม่ำเสมอ อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เพื่อให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพช่องปากที่ดี คงไว้ซึ่งสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีตลอดช่วงวัย” ทันตแพทย์ดำรง กล่าวทิ้งท้าย