เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์หลังการหารือกับคณะที่ปรึกษาด้านกฎหมายของไทย  ว่า เราได้เริ่มกระบวนการการเตรียมตัวของไทย เพื่อเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 (UNCLOS) โดยตนได้หารือกับคณะผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศของไทย ซึ่งเป็นชาวฝรั่งเศสและชาวอังกฤษ โดยทุกคนเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ และเป็นที่ยอมรับในเวทีกฎหมายระหว่างประเทศ อีกทั้งเคยให้คำปรึกษา รวมถึงเคยว่าความในคดีสำคัญด้านกฎหมายระหว่างประเทศในศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) มาแล้ว เพราะฉะนั้นเราจึงมั่นใจในข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญของเรา

นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า แม้เราไม่ได้เลือกทางนี้ เพราะเป็นการตัดสินใจของฝ่ายกัมพูชา แต่เรามีความพร้อมปกป้องผลประโยชน์ของเรา และเราจะดำเนินการทุกอย่างในเชิงรุก ครั้งนี้เรามาคุยกันว่ากรอบเวลาจะเป็นอย่างไร ใครจะเป็นผู้ประนีประนอมของฝ่ายไทย เพราะแต่ละฝ่ายจะเสนอผู้ประนอม ประเทศละ 2 คน และจะมีผู้ที่เป็นประธาน ซึ่งเป็นกลาง และเราได้หารือกันเรื่องของตารางเวลาว่า การดำเนินการภายใต้การประนอมภาคบังคับต้องใช้ระยะเวลาเท่าใด ทราบว่าในกรณีที่ที่ผ่านมาก็ใช้เวลาอย่างน้อย  1 ปี หรืออาจยาวนานกว่านั้นซึ่งขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของคดี และเราคุยกันด้วยว่ากรอบที่เราจะเสนอ การทำงานของ “คณะประนอม” จะเป็นอย่างไร อีกทั้งเราต้องเสนอกรอบในเชิงรุกที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของเรามากที่สุด ซึ่งการพูดคุยกันในครั้งนี้ เราได้คุยกันในเกือบทุกมิติ

“แม้เราไม่ได้เลือกทางนี้ แต่เราไม่ต้องกลัว และไม่ได้หวั่นไหวอะไรกับการไปในเส้นทางนี้ เผลอๆ มันอาจดีกว่าการเข้าสู่การเจรจาก็ได้ ถ้าเราว่าไปตามหลักกฎหมาย เพราะหลายอย่างที่กัมพูชาอ้างในช่วงที่ผ่านมา มันไม่ได้เป็นไปตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และแนวโน้มต่างๆ ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดีกับประเทศไทย ก็ขอให้มั่นใจตรงนี้”นายสีหศักดิ์ กล่าว

นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า หลังจากตนเดินทางกลับถึงประเทศไทยในช่วงเช้าของวันที่ 5 มิ.ย.นี้ ก็จะไปรายงานให้นายกรัฐมนตรีรับทราบว่าเราจะดำเนินการอย่างไรบ้างต่อการดำเนินการของฝ่ายกัมพูชา และจะขอให้นายกรัฐมนตรีมีบัญชาในสิ่งที่เราเสนอด้วย เพราะนอกจากจะมีคณะประนีประนอมที่เป็นผู้เชี่ยวชาญที่มาจากต่างประเทศแล้ว ยังต้องมีหัวหน้าคณะของไทยในกระบวนการประนอมนี้ด้วย ซึ่งหัวหน้าคณะของฝ่ายกัมพูชา คือ นายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา ดังนั้นเราต้องให้นายกรัฐมนตรีมอบหมายว่าใครจะเป็นหัวหน้าคณะนี้ของฝ่ายไทย

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน จะมีการบรรยายสรุปต่อคณะทูตต่างประเทศในไทย เพราะที่ผ่านมา กัมพูชาเสนอข่าวของเขาที่เข้าข้างฝ่ายกัมพูชา ประเทศไทยจึงต้องเสนอข้อเท็จจริงว่าอะไรที่ทำให้เราต้องเข้าสู่กระบวนการดังกล่าว จากนั้นจะให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนไทย เพราะเราต้องให้สาธารณชนไทยรับรู้และเข้าใจในกระบวนการ รวมถึงให้เข้าใจว่าเราจะปกป้องผลประโยชน์ของประเทศไทยอย่างไร ซึ่งเป็นสิ่งที่เราจะดำเนินการต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่าฝ่ายไทยจะต้องแจ้งเรื่องไปยังเลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ให้รับทราบถึงการเข้าสู่กระบวนการดังกล่าวหรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า หลังจากเรามีชื่อคนของเราแล้ว จะต้องแจ้งให้เลขาธิการยูเอ็นทราบ ทั้งนี้ หลังจากกัมพูชาประกาศจะดำเนินการตามกระบวนการประนอมภาคบังคับ ตนได้แสดงท่าทีของฝ่ายไทย และเผยแพร่เป็นข่าวสารนิเทศไปแล้ว ซึ่งเราจะส่งท่าทีดังกล่าวให้ยูเอ็นรับทราบเช่นกัน

เมื่อถามว่ารายชื่อคณะประนอม 2 คน ที่ฝ่ายไทยจะต้องเป็นผู้นำเสนอมีใครบ้าง นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เรามีชื่ออยู่แล้ว ที่จริงเราคิดมาล่วงหน้าพอสมควรแล้ว บางครั้งเรต้องคิดเผื่อไว้ เพราะบางคนอาจติดภารกิจ และเราได้ทาบทามคนที่เราเห็นว่าเหมาะสมแล้วด้วยเช่นกัน จริง ๆ แล้ว เราได้เตรียมการมาสักพักแล้ว เพราะรู้ว่า เขาต้องมาทางนี้ โดยเราต้องเลือกคณะประนอมที่ดีและมีความเชี่ยวชาญ ไม่มีความลำเอียง และเคยผ่านเวทีเช่นนี้มาแล้ว ที่สำคัญคือมีความเป็นกลาง มิฉะนั้นจะอาจกระทบกับการพิจารณา แต่ตนยังขอไม่พูดถึงตัวบุคคล แต่ผู้เชี่ยวชาญที่เราเลือกมานั้น ทุกคนเป็นผู้ที่เรามีความมั่นใจ

นายสีหศักดิ์ ยังกล่าวถึงการพบปะกับที่ปรึกษาประธานาธิบดีฝรั่งเศส สำหรับภูมิภาคอเมริกา เอเชีย และโอเชียเนีย ณ ทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศส ว่า ที่ปรึกษาประธานาธิบดีฝรั่งเศสอยากทราบสถานะความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งเรายืนยันไปว่าไม่ว่าฝ่ายกัมพูชาจะพูดอะไร จะกล่าวหาประเทศไทยอย่างไร สิ่งที่เราชัดเจนคือเรามุ่งเดินหน้าในความสัมพันธ์ แม้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาทั้งหลายได้โดยง่าย แต่เราต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน และสร้างบรรยากาศที่ดี อีกทั้งต้องมีการหารือในหลายกรอบ และหลายระดับ ขณะที่เรื่องเขตแดนทางบกไม่ใช่เรื่องการปักปันเขตแดนอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนซึ่งต้องมีการกำหนดการทำงาน เพื่อไม่ให้นำไปสู่การกระทบกระทั่ง มันไม่ได้แก้ตามที่กัมพูชาพูดว่าให้มีการไปพูดคุยคณะกรรมาธิการเขตร่วม (เจบีซี) แล้วก็จบ

นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องเขตแดนทางทะเล ก็พูดให้เข้าใจว่าเจตนาของเราในการยกเลิกเอ็มโอยู ปี 2544 ก็เพื่อเริ่มต้นการเจรจากันใหม่ และหาแนวทางร่วมกัน ถ้าเจรจา 2 ฝ่ายภายใต้อนุสัญญา UNCLOS ไม่สำเร็จ ก็ค่อยไปสู่กลไกต่างๆ และไทยไม่ได้ปฏิเสธเรื่องการประนอมภาคบังคับ แต่ทำไมเราไม่ลองคุยกันก่อน เพราะการประนอมภาคบังคับใช้เวลานาน ซึ่งฝ่ายฝรั่งเศสเข้าใจในเจตนาของไทยว่าเราไม่มีอะไรซ่อนเร้น แต่เรามีความรู้สึกว่าแม้กัมพูชาพูดเรื่องการปรับความสัมพันธ์ แต่เขายังพูดโจมตีเราในเวทีระหว่างประเทศทุกเวที ซึ่งตนก็เบื่อที่สุดที่จะต้องไปตอบโต้ เพราะเราอยากพูดอะไรในสิ่งที่มองไปข้างหน้า แม้กระทั่งล่าสุดในเวทีคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ตนก็อยากพูดในเรื่องของสหประชาชาติและเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศ ขณะที่เรื่องไทย-กัมพูชาไม่ใช่ประเด็น แต่กัมพูชาก็บังคับให้เราต้องพูด เพราะเขาไปใช้เวทีนี้อีก ซึ่งฝรั่งเศสก็เข้าใจดี และได้รับทราบในแง่มุมของเรา ไม่ใช่ฟังจากกัมพูชาอย่างเดียว ตนจึงคิดว่าการเยือนฝรั่งเศสครั้งนี้มีประโยชน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 5 มิ.ย.นี้ นายสีหศักดิ์จะเดินทางกลับถึงประเทศไทยในช่วงเช้า ก่อนจะเข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อรายงานเรื่องการดำเนินการของไทยต่อกรณีที่นายกรัฐมนตรีกัมพูชายื่นหนังสือถึงไทย และเลขาธิการยูเอ็น เพื่อเริ่มต้นกระบวนการประนอมภาคบังคับตามอนุสัญญา UNCLOS จากนั้น นายสีหศักดิ์จะชี้แจงต่อคณะทูตต่างประเทศที่ประจำประเทศไทย ถึงเรื่องดังกล่าว ที่ห้องนราธิป กระทรวงการต่างประเทศ ในเวลา 14.30 น.