เมื่อวันที่ 3 ก.ค. นางเตือนใจ คงสมบัติ รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้าของกรณีที่เด็กชาย 11 ปี ก่อเหตุขับรถชนพระสงฆ์ขณะเดินธุดงค์ที่จ.มุกดาหาร ว่า ต้องขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับครอบครัวผู้บาดเจ็บ ผู้เสียชีวิต ในส่วนของตัวเด็ก ตั้งแต่เกิดเหตุเมื่อวันที่ 2 ก.ค. นายนิกร โสมกลาง รมว.พม. ได้สั่งการให้ศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและทำงานร่วมกับทีมสหวิชาชีพ เนื่องจากเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี จึงต้องได้รับการคุ้มครองตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก เบื้องต้นทีมสหวิชาชีพประเมินว่า ขณะนี้เด็กต้องเข้ารับการตรวจประเมินรักษาสภาพจิตใจและร่างกายโดยอยู่ในความดูแลของแพทย์ ทั้งนี้เด็กได้ขึ้นทะเบียนความพิการประเภท 7 เป็นความพิการทางออทิสติก ในส่วนของครอบครัวซึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทาง พม. ได้ร่วมมือกับกรมสุขภาพจิต วางแผนลงพื้นที่เข้าประเมินและดูแลช่วยเหลือโดยเร่งด่วน ทั้งครอบครัวเด็กและครอบครัวผู้ที่ได้รับผลกระทบ ขณะที่ด้านคดีความ ก็มีการประสานงานร่วมกับกระทรวงยุติธรรมในการเยียวยาต่างๆ
เมื่อถามว่ามีการตั้งข้อสงสัยถึงการดูแลของครอบครัวกับเด็กที่มีความบกพร่อง นางเตือนใจ กล่าวว่า ไม่อยากให้รีบไปตัดสินว่าเป็นความบกพร่องของครอบครัวในการดูแลเด็กหรือไม่ เท่าที่ทราบช่วงที่เกิดเหตุ เด็กอาจจะไม่สบายจึงไม่ได้ไปเรียน ซึ่งการดูแลเด็กพิเศษนั้น มีความละเอียดอ่อน ต้องอาศัยความร่วมมือของคนรอบข้างและในส่วนของชุมชนด้วย เพื่อป้องกันปัญหาไม่ให้เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามอยากฝากถึงกฎหมายกำหนดให้ระมัดระวังเรื่องการเผยแพร่ภาพหรือเสียงหรืออื่นใด ซึ่งไม่เพียงตัวเด็กที่ได้รับผลกระทบ แต่บุคคลแวดล้อมทั้งครอบครัว รวมถึงผู้เสียหายก็อาจจะสร้างความสะเทือนใจหรืออาจนำไปสู่ความไม่ปลอดภัยในชีวิตของบุคคลแวดล้อมได้ หากมีปัญหาหรือต้องการขอรับการปรึกษาสามารถโทรฯ สายด่วน พม.1300
ด้าน นพ.กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ได้ส่งทีมช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤติ หรือ MCATT ร่วมกับ รพ.พระศรีมหาโพธิ์ ศูนย์สุขภาพจิตที่ 10 และหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ ลงพื้นที่ปฏิบัติงานที่ รพ.มุกดาหาร เพื่อประเมินและดูแลด้านสุขภาพจิตและจิตสังคมแก่ผู้ได้รับผลกระทบทั้งในระยะวิกฤติและระยะฟื้นฟูอย่างใกล้ชิด โดยระยะแรกจะให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ได้รับบาดเจ็บ ญาติและครอบครัวที่เฝ้าดูแลรักษา รวมถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์โดยตรง ผ่านการประเมินระดับความเครียด ความต้องการด้านสุขภาพจิต และการให้การปฐมพยาบาลทางใจ เพื่อลดความตื่นตระหนก สร้างความรู้สึกปลอดภัย และช่วยให้ผู้ประสบเหตุสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม รวมถึงการช่วยเหลือครอบครัวผู้สูญเสียให้สามารถเผชิญและปรับตัวต่อความโศกเศร้าที่เกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ขอความร่วมมือประชาชนและสื่อมวลชนในการเผยแพร่ข้อมูลด้วยความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการเผยแพร่ภาพความสูญเสีย ภาพเหตุการณ์รุนแรง หรือข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ประสบเหตุที่อาจส่งผลกระทบต่อจิตใจของผู้ได้รับผลกระทบและครอบครัว รวมถึงหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนหรือซ้ำเติมผู้ได้รับผลกระทบ.



