วันนี้ (10 ส.ค.) ที่สถานเอกอัครราชทูตนอร์เวย์ประจำประเทศไทย ตึก UBC II ถนนสุขุมวิท กลุ่มพลเมืองเพื่อเสรีภาพในการสื่อสาร และ สภาองค์กรของผู้บริโภค ได้เดินทางมายื่นหนังสือให้กับ นางแชสตี เริดส์มูน (H.E. Mrs. Kjersti Rødsmoen) เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรนอร์เวย์ประจำประเทศไทย เพื่อคัดค้านการควบรวมกิจการระหว่าง บริษัท ทรูคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ทรู และ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค เนื่องจากมีความกังวลอย่างยิ่งว่าข้อเสนอควบรวมกิจการระหว่าง สองบริษัทขัดต่อ พ.ร.บ.โทรคมนาคม มาตรา 21
นอกจากนี้ยังทำให้เหลือผู้ให้บริการกิจการโทรคมนาคมน้อยลง เพียงสองรายหลักเท่านั้น ซึ่งจะมีผลกระทบต่อผู้บริโภค ทั้งในแง่การพัฒนาคุณภาพบริการและการกำหนดราคา โดยที่ประชาชนไม่มีทางเลือก รวมถึงมีความกังวลเรื่องเสรีภาพในการสื่อสารของประชาชน ที่อาจถูกแทรกแซงโดยบริษัทเอกชนหรือรัฐได้ง่ายขึ้น
น.ส.ปวริศา อินทรีย์ ตัวแทนสภาองค์กรผู้บริโภค กล่าวว่า จากการอ้างอิงของการวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ของ กสทช. การควบรวมกิจการจะทำให้ค่าบริการเพิ่มขึ้นสูงสุด ถึง 200% แน่นอนว่าหากเกิดการควบรวมกันจริงจะทำให้ผู้บริโภคมีค่าใช้จ่ายที่แพงขึ้น คลื่นสัญญาณความถี่อาจไม่ดีกว่าเดิม และประชาชนไม่มีทางเลือกในการเปรียบเทียบเครือข่ายที่จะใช้งาน ซึ่งทางสภาองค์กรผู้บริโภค ได้แสดงจุดดยืนคัดค้ายมาหลายครั้งแล้วในเวทีต่างๆ รวมถึงการส่งหนังสือไปยัง กสทช. เพื่อให้ชะลอการควบรวม แต่ยังไม่ได้ผลการตอบรับที่ดี ทำให้มีความรู้สึกว่าควรจะมีการเทคแอ๊คชั่น จากหน่วยงานกำกับดูแลให้มากกว่านี้ และยังไม่ออกมาแสดงจุดยืนที่อยู่เคียงข้างประชาชนอย่างแท้จริงว่า สุดท้ายแล้ว กสทช. จะตัดสินใจไปทางไหนที่เข้าข้างผู้บริโภค
รวมถึงอยากให้ทางทรู และดีแทค ออกมาแสดงจุดยืนและให้คำมั่นสัญญาต่อผู้บริโภคเช่นกันว่าหากมีการควบรวมแล้วจะมีการคิดว่าบริการอย่างไรและเท่าไร หรือจะคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคอย่างไร ซึ่งที่ผ่านมาดีลนี้มีกระแสทางลบตลอดเวลา แต่ยังไม่มีการออกมาแก้ไขข่าว และผู้บริโภคอยากรู้ว่าสุดท้ายดีลนี้จะจบอย่างไร นอกจากนี้ อยากให้สถานทูตนอร์เวย์ประจำประเทศไทย ได้รับผู้ถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับผู้บริโภคคนไทย หากมีการควบรวมครั้งนี้ด้วย
ด้านนายศรัณย์ ทิมสุวรรณ ส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ที่มาในวันนี้ เพื่อมาสังเกตการณ์ และทางสภาฯ ก็ได้รวมพิจารณาแล้ว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดผลเสียต่อประชาชน จึงมาเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมผลักดันในการเกิดประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด ซึ่งหากเกิดการควบรวมจะมีผู้เล่นรายใหญ่อยู่แค่สองที่ จะเกิดความเสี่ยงการครองตลาด ซึ่งที่ผ่านมากรรมาธิการฯ ของ สภาฯ ก็สงสัยที่มีการแก้ไข ระเบียบ กสทช. ที่เดิมกำหนดไว้ว่า การควบรวมโทรคมนาคมต้องได้รับการอนุญาตจาก กสทช. แต่กลับถูกแก้ไขเป็นเพียงแค่ให้บริษัทมาแจ้งให้ กสทช.ทราบเท่านั้น เป็นการแก้ไขที่ทำให้อำนาจตนเองลดลง ซึ่งผลการศึกษาจากที่ผ่านมา แทบไม่มีการควบรวมโดยให้ผู้บริการเหลือ 2 ราย เลยในต่างประเทศ ซึ่งเรื่องนี้ประชาชนกำลังจับตา ซึ่งเชื่อว่า ทาง กสทช.คงกำลังหาเหตุผลที่จะสามารถอธิบาย สังคมในเรื่องนี้ได้



