ข้อมูลจากระบบสารสนเทศสนับสนุนด้านการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม สำนักงานสถิติแห่งชาติ จ.ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส  พบเด็กที่มีภาวะเสี่ยงผอม อยู่ในระดับ “เสี่ยงสูง” (ระดับคะแนน 6.53, 8.13 และ 8.86 ตามลำดับ) ขณะที่ จ.สงขลา มีเด็กที่มีภาวะเสี่ยงผอม อยู่ในระดับ “เสี่ยง”  (5.74) เช่นกัน

ขณะที่ผลสำรวจโรงเรียนประถมศึกษา ปี 2556 พบเด็กอายุระหว่าง 6-12.9 ปี ในเขตชนบทมีภาวะแคระแกร็นสูงกว่าเด็กในเขตเมือง ส่วนเด็กเมือง ก็มีภาวะอ้วนมากกว่าเด็กชนบท กอปรกับผลสำรวจพฤติกรรมการบริโภคอาหารของประชากร ปี 2560 เปรียบเทียบตามกลุ่มอายุ จะเห็นว่า เด็ก 6-14 ปี บริโภคผักและผลไม้สดน้อยที่สุด แต่รับประทานอาหารว่างมากที่สุดถึงร้อยละ 52.1 กินขนมกรุบกรอบ 3 วันขึ้นไป/สัปดาห์ ร้อยละ 63.7 และร้อยละ 59.6 ของเด็ก 6-14 ปี จะเติมน้ำตาล น้ำปลา ก่อนรับประทาน ซึ่งส่งผลต่อสุขภาวะในช่องปาก ร้อยละ 52 ของเด็กอายุ 12 ปี มีฟันผุในฟันแท้

รศ.ดร.ทพญ.อังคณา เธียรมนตรี สาขาวิชาทันตกรรมป้องกัน คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.)เล่าถึงการดำเนินงานเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวของเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานภาคใต้ว่า การแก้ปัญหาทุพโภชนาการในเด็กระดับประถมศึกษาให้ได้ผลจริงจำต้องให้ความรู้เพื่อให้เด็กรู้จักเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมกับวัย  ลดหวาน มัน เค็ม

“จุดเริ่มต้นจากวงหารือร่วมกับผู้อำนวยการโรงเรียน เพื่อหารูปแบบบูรณาการเข้าไปในหลักสูตรการเรียนการสอน และทำให้เด็กมีความรอบรู้เรื่องอาหาร มีทักษะในการเลือกรับประทานอาหาร เกิดเป็นคณะทำงาน ประกอบด้วย ทีมนักวิชาการจาก มอ. เป็นหน่วยงานวิชาการ ดำเนินงานร่วมกับครูชั้น ป.4 – ป.6 กับทางศึกษานิเทศก์ มีเป้าหมายให้นักเรียนมีความรอบรู้เรื่องอาหารและปรับพฤติกรรมได้จริง โดยมีแผนที่จะศึกษาวิจัยเปรียบเทียบระหว่างโรงเรียนที่ใช้แผนบูรณาการกับโรงเรียนที่ไม่ได้ใช้แผนฯ”


รศ.ดร.ทพญ.อังคณา กล่าวต่อไปวา ต้นทุนการดำเนินงานของโครงการมาจากการทำงานของเครือข่ายเด็กใต้ไม่กินหวานที่ทำงานมากว่า 20 ปี ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แผนบูรณาการความรอบรู้เรื่องอาหาร สำหรับ ป.4 – ป.6 ว่า จะเน้นกรอบอาหารดีชีวีมีสุข สามารถนำไปเผยแพร่และปรับใช้กับทุกโรงเรียนได้  เพราะเข้ากับทุกกลุ่มสาระ ทั้งภาษาไทย วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ สุขศึกษา ภาษาอังกฤษ  โดยแบ่งย่อยเป็น 4 หน่วย หน่วยแรก อาหารคือตัวเรา เป็นเรื่องของความสมบูรณ์ในการรับประทานอาหารเพื่อป้องกันโรค หน่วยที่ 2 กินผักผลไม้ดีให้ปลอดภัย เกี่ยวข้องกับการเลือกผัก ปลูกผัก ล้างผักผลไม้ หน่วยที่ 3 ปรุงน้อยก็อร่อยได้ หวานมันเค็มแค่ไหนถึงจะเหมาะ ความสมดุลอยู่ตรงไหน อันตรายการกินอาหารที่ไม่สมดุลและน้ำตาล ไขมัน เค็ม และหน่วยที่ 4 ฉลาดเลือกถูกหลักโภชนาการ เน้นเรื่องอ่านฉลาก ซึ่งในแต่ละแผนจะใช้เวลา 3 ชั่วโมง รวมทั้งหมด 12 ชั่วโมง โรงเรียนสามารถนำไปใช้สัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง

“สำหรับในช่วงพัฒนาหลักสูตรได้ดำเนินงานที่โรงเรียนบ้านน้ำเค็ม กับโรงเรียนบ้านต้นปิน ส่วนในช่วงทดลองหลักสูตรเพิ่มอีก 3 โรงเรียน คือ โรงเรียนศิริพงศ์วิทยา โรงเรียนวัดพรหมประดิษฐ์ และโรงเรียนบ้านโคกม้า โดยทั้ง 3 โรงเรียนมีบริบทที่ต่างกัน ผลการสอนแค่เพียง 1 เดือน  สามารถสอดแทรกเนื้อหาเข้าไปได้ทั้งหมด แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละโรงเรียนจะนำไปออกแบบตามความถนัดด้วย”รศ.ดร.ทพญ.อังคณา กล่าวอย่างเชื่อมั่น

ด้านนายอรุณ  ขรีดาโอ๊ะ ผอ.โรงเรียนบ้านน้ำเค็ม เคยทำงานกับเครือข่ายเด็กไทยฟันดี ตั้งแต่ก่อนมารับตำแหน่งที่โรงเรียนแห่งนี้ เล่าถึงสุขภาวะของเด็กในส่วนของโรงเรียนบ้านน้ำเค็มว่า เด็กมีภาวะทุพโภชนาการทั้งอ้วน ผอม และแคระแกร็น ที่สำคัญคือมีปัญหาเรื่องฟันถึงร้อยละ 69  ปัญหาเหล่านี้ทำให้เกิดแรงจูงใจในการร่วมร่างแผนบูรณาการความรอบรู้เรื่องอาหารตั้งแต่เริ่มโครงการ สำหรับ ป.4-ป.6 เราใช้เวลาร่างแผนฯ นี้กว่า 1 ปี จนนำไปทดลองใช้กับเด็กนักเรียนโรงเรียนบ้านน้ำเค็ม เมื่อสอนเด็กๆ ให้มีความรอบรู้เรื่องอาหารตามแผนแล้ว ในส่วนของโรงเรียนบ้านน้ำเค็ม พบว่า ภาวะอ้วน ผอม ของนักเรียนลดลง รวมถึงปัญหาเรื่องฟันที่ตอนนี้แม้ตัวเลขจะยังสูงอยู่ แต่ก็ถือได้ว่าลดลงค่อนข้างมาก คือ ไม่ถึงร้อยละ 50  ผอ.อรุณ บอกว่า ทางโรงเรียนพยายามต่อยอดไปถึงผู้ปกครอง

“การนำแผนบูรณาการมาใช้ในโรงเรียน ทำกับเด็กนักเรียนได้ผลส่วนหนึ่ง แต่เมื่อเด็กกลับบ้าน ประกอบกับเด็กอยู่ที่โรงเรียนแค่ 8 ชั่วโมงแต่อยู่ที่บ้านถึง 16 ชั่วโมง จึงต้องสื่อสารถึงผู้ปกครองด้วย เพราะพ่อแม่ส่วนใหญ่ยังไม่ให้ความสำคัญกับการบริโภค แค่ให้เด็กกินอาหารก็ถือว่าเพียงพอแล้ว ทั้งที่ความจริงต้องมองว่า กินแล้วได้สารอาหารอะไร ไม่ใช่แค่อิ่ม ต้องดูด้วยว่าได้สารอาหารครบถ้วนหรือไม่ และการกินเยอะก็ไม่ได้หมายถึงการได้รับสารอาหารที่เพียงพอ  ดังนั้นแผนบูรณาการความรอบรู้เรื่องอาหารจึงเป็นเพียงตัวเชื่อมโยง หรือสะพานที่จะนำเด็กไปสู่เป้าหมายผู้มีสุขภาพดีด้วยอาหารที่มีประโยชน์”

ในส่วนของโรงเรียนศิริพงศ์วิทยา อ.เมือง จ.สงขลา ทุกวันพุธจะมีกิจกรรมเรื่องอาหารปลอดภัยที่ นางอารี ปริศวงศ์ รอง ผอ.โรงเรียนศิริพงศ์วิทยา บอกว่า  เป็นช่วงเวลาเพิ่มทักษะชีวิตของเด็กในเรื่องอาหาร โดยจัดเป็นแผนการสอนให้เข้ากับหลักสูตรต่างๆ ใช้เวลาครึ่งวัน เป็นการเชื่อมต่อจากเดิมให้เด็กได้รอบรู้เรื่องอาหารลึกซึ้งยิ่งขึ้น ถือได้ว่า ทางโรงเรียนนำมาปรับใช้ได้เลยโดยไม่ต้องวางแผนใหม่

“ช่วงแรกโรงเรียนนำมาใช้  2 หน่วยการเรียน ซึ่งใช้กับ 4 สาระวิชาหลัก คือ วิทยาศาสตร์ภาษาไทย คณิตศาสตร์ สุขศึกษา โดยในส่วนของโรงเรียนจะใช้วิชาที่เด็กชื่นชอบ คือภาษาอังกฤษ กับศิลปะ เป็นตัวเดินกิจกรรม เช่นในหน่วยของการล้างผักที่มีสารเคมีปนเปื้อน ตัวเดินเรื่องก็จะเป็นคำศัพท์ภาษาอังกฤษ และการสื่อสาร ถือเป็นการเติมเต็มให้กันเพราะโรงเรียนมีเป้าหมายทางวิชาการอยู่แล้ว ส่วนทาง มอ.ก็มีเป้าหมายสร้างความรอบรู้สุขภพให้ได้ตามแผน แต่เราต้องเติม เพื่อให้แผนสมบูรณ์ที่สุด” อย่างไรก็ตาม สำหรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น รอง ผอ.โรงเรียนศิริพงศ์วิทยา ยอมรับว่า แรกเด็กๆ ยังชื่นชอบอาหารจำพวกไส้กรอก ขนมขบเคี้ยว น้ำตาลในเครื่องดื่ม ที่หาซื้อได้จากร้านสะดวกซื้อ แต่พอโรงเรียนให้องค์ความรู้เกี่ยวกับอาหารที่มีคุณค่า มีประโยชน์ ก็และความรู้เรื่องน้ำตาลในเครื่องดื่ม ทำให้เด็กลดการการบริโภคลง พบจำนวนเด็กอ้วนลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน ในช่วง 1-2 ปีนี้