สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเคียฟ ประเทศยูเครน เมื่อวันที่ 25 ส.ค. ว่าประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี กล่าวว่า กองทัพรัสเซียโจมตีเมืองแชปลีน ซึ่งเป็นเมืองขนาดเล็ก ตั้งอยู่ในภูมิภาคไนโปรเปตรอฟสก์ ที่อยู่ทางตะวันออก สร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับบ้านเรือน และขบวนรถไฟโดยสาร ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 22 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ตรงกับวันชาติของยูเครนพอดี

หญิงชาวยูเครนยืนท่ามกลางสร้างปรักหักพัง ในเมืองแชปลีน ซึ่งตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีทางทหารโดยรัสเซีย


ทั้งนี้ รัฐบาลยูเครนสั่งห้ามการจัดกิจกรรมวันชาติทั่วประเทศ ซึ่งปีนี้เป็นการครบรอบ 31 ปี แห่งการสถาปนาประเทศ หลังการล้มสลายของสหภาพโซเวียต อย่างไรก็ตาม ประชาชนยังคงจัดงานกันเองประปราย ขณะที่ทำเนียบผู้นำยูเครนจัดพิธีวางดอกไม้ และเชิญธงชาติขนาดใหญ่ขึ้นสู่ยอดเสา เพื่อเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์


ขณะที่ทำเนียบขาวเตรียมมอบความสนับสนุนด้านอาวุธชุดใหม่ให้แก่ยูเครน เพิ่มอีก 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 108,150 ล้านบาท) โดยมุ่งเน้นไปที่เครื่องกระสุน และอาวุธป้องกันที่มีพิสัยทำการระยะกลาง ทำให้นับตั้งแต่การสู้รบระหว่างรัสเซียกับยูเครนปะทุ เมื่อวันที่ 24 ก.พ. ที่ผ่านมา รัฐบาลวอชิงตันของประธานาธิบดีโจ ไบเดน มอบความสนับสนุนด้านอาวุธให้แก่รัฐบาลเคียฟ คิดเป็นมูลค่าสะสมมากกว่า 13,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 486,675 ล้านบาท)


ในอีกด้านหนึ่ง นายเซอร์เก ลาฟรอฟ รมว.การต่างประเทศรัสเซีย เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนแรกของรัฐบาลมอสโก ซึ่งออกมาให้ความเห็นอย่างเปิดเผย เกี่ยวกับเหตุคาร์บอมบ์ เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สังหาร น.ส.ดาร์ยา ดูกินา วัย 29 ปี บุตรสาวของนายอเล็กซานเดอร์ ดูกิน นักปรัชญาการเมือง ซึ่งมีแนวคิดชาตินิยมสุดโต่ง และเป็นหนึ่งในบุคคลใกล้ชิดของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ว่าสิ่งที่เกิดขึ้น “เป็นอาชญากรรมป่าเถื่อนซึ่งผู้เกี่ยวข้องไม่สมควรได้รับการอภัย และความเมตตา”.

เครดิตภาพ : REUTERS