โลกออนไลน์วิจารณ์เดือด หลังเพจเฟซบุ๊ก “สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว” โพสต์เรื่องราวสุดฉาวโฉ่ของธนาคารแห่งหนึ่ง โดยระบุว่า “…อย่าปล่อยให้เป็นภาระของลูกค้า…” สุดระทม หนุ่มใหญ่อุดร หอบเงินแสน ฝากธนาคาร ตกค่ำ จนท.ธนาคารแจ้งเหลือแค่ 90,000 บาท ทุกข์ใจกินไม่ได้นอนไม่หลับ วานนี้ (เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 65) ผู้สื่อข่าวจ.อุดรธานี ได้รับการร้องเรียนจากนายนิพนธ์ อายุ 40 ปี ชาวบ้าน อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี ว่า เมื่อวันที่ 22 ส.ค.65 ที่ผ่านมา ช่วงกลางวัน นายสาวถี อายุ 54 ปี ซึ่งเป็นพ่อตาของตนได้นำเงินจำนวน 100,000 บาท ซึ่งเป็นเงินที่พ่อตาและลูกสาวเก็บหอมรอมริบ เพราะที่บ้านเปิดเป็นร้านขายขนมและขายของ ไปฝากธนาคารแห่งหนึ่ง สาขา อ.เมือง จ.อุดรธานี แต่พอช่วงค่ำเจ้าหน้าที่ฯ ธนาคารโทรมาบอกว่า เงินฝากไม่ครบ มีแค่ 90,000 บาท ให้มาเซ็นเอาเงินออกจากบัญชี แต่ตนเองที่เป็นลูกเขยและลูกอีกหลายคนไม่ยอม เพราะพ่อตายืนยันว่า นับเงินได้จำนวน 100,000 บาทไปฝากจริงๆ

ทั้งนี้ ภาพวงจรปิดของธนาคาร ได้ยื่นเงิน เป็นธนบัตรแบงก์พัน แบงก์ร้อย ยื่นให้กับเจ้าหน้าที่ธนาคาร จากนั้นพ่อก็หันหลังเดินไปนั่งอยู่เก้าอี้ โดยไม่ได้ยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ ผ่านไปประมาณ 10 นาที เจ้าหน้าที่ฯ ก็ยื่นสมุดเงินฝากธนาคารให้พ่อตา พ่อตาเปิดดูมีการรันตัวเลขเงินฝาก เป็นเงินจำนวน 100,000 บาท จากนั้นก็ขับรถกลับบ้าน แต่ปรากฏว่าตอนเย็นเวลาทุ่มเศษของวันที่ 22 ส.ค. เจ้าหน้าที่ฯ ธนาคารฯ ก็โทรฯมาบอกพ่อตาว่า เงินที่ฝากมีแค่ 90,000 บาท พ่อตาตนเองก็ตกใจทำไมเป็นแบบนี้ก็นับครบอยู่ ต่อมาก็มีเจ้าหน้าที่ธนาคารออกมาหาที่บ้านให้พ่อตาเซ็นเพื่อธนาคารจะได้เอาตัวเลข 10,000 บาท ออกมาจากบัญชี แต่พ่อและลูก ๆ ไม่ยอม
ต่อมา วันที่ 30 ส.ค.65 พ่อและลูก เดินทางไปที่ธนาคารสาขาใหญ่ในตัว จ.อุดรธานี โดยทาง ผจก.แจ้งว่า มีเงินไม่ครบ และชี้แจงว่าเงินที่เจ้าหน้าที่ธนาคารนับเป็นธนบัตรใบละ 1,000 บาท จำนวน 62 ใบ รวม 62,000 บาท และธนบัตรใบละ 100 บาท จำนวน 280 ใบรวมเป็นเงิน 28,000 บาท รวมยอดทั้งสิ้น 90,000 บาท และทางธนาคารพยายามให้พ่อเซ็นยอมรับเพื่อจะเอาตัวเลข 10,000 บาท ออกจากบัญชี แต่พ่อและลูกๆ ไม่ยอม ตนเองสงสัยผิดปกติตั้งแต่ตอนแรก ไปขอกล้องวงจรปิดจากธนาคารก็ให้มาเพียงด้านหน้าและเหมือนภาพตัดต่อ เริ่มสงสัยจึงขอตัวเต็มไปอีก แต่ที่ได้ภาพมาก็ยังไม่เต็ม ตนเองไม่รู้เรื่องแบบนี้จึงได้ถ่ายเป็นคลิปโทรศัพท์มา เบื้องต้นยังไม่ตกลงกันไม่ได้ เจ้าหน้าที่ฯ ธนาคารบอกว่า “ถ้าอยากให้ให้ไปฟ้องเอา” คงต้องให้ศาลท่านตัดสิน
ตอนนี้พ่อตาตน สภาพจิตใจแย่มาก คิดมาก นอนไม่หลับ กินข้าวน้อยลง ตนถามย้ำพ่อตาแล้ว ยืนยันว่าเงินแสนนับครบมั้ย พ่อตาตนบอกว่า พ่อตาและแม่ยาย และลูกชายอีกคน พากันนับถึง 3 ครั้ง ครบ 100,000 บาท ก่อนจะนำมาฝากธนาคาร ตนเองคงไม่ว่าใครผิดใครถูก แต่อยากฝากเตือนไว้เป็นอุทาหรณ์ถึงคนฝาก ให้ยืนดูการนับเงินอยู่ตรงหน้าเคาน์เตอร์เลย ส่วนพนักงานธนาคารก็ขอให้เช็กดีๆ ว่าตังค์ครบหรือไม่ครบ ถ้าไม่ครบก็ให้ทักท้วงตอนนั้นเลย ไม่ใช่ผ่านมา 6-7 ชม. ค่อยมาแจ้ง ถ้าเงินหายแค่ 500 หรือ 1,000 คงไม่ได้ว่า แต่นี่หายเป็นหมื่น
“…ว่ามันแปลกเกินปกติ เจ้าหน้าที่มาเจรจาที่บ้านให้พ่อตาเซ็น พ่อตาก็ยังยืนยันในความบริสุทธิ์ของตัวเอง จนเขาบอกว่าจะแจ้งความเพื่อให้ไกล่เกลี่ยกัน จนถึงตอนนี้ก็ตกลงกันไม่ได้…” นายนิพนธ์ กล่าว
ต่อมาผู้สื่อข่าว พบนายสาวถี อายุ 54 ปี ยืนยันว่า เอาเงินจำนวน 100,000 บาท ไปฝากธนาคารจริง ๆ เราช่วยกันนับหลายคนก่อนเอาเงินไป พอไปถึงธนาคารก็ยื่นให้เจ้าหน้าที่ฯ ก็เลยไปนั่งเก้าอี้เพราะปวดขา พอเสร็จเจ้าหน้าที่ฯ ก็เรียกให้ไปเอาสมุดบัญชี เปิดสมุดบัญชีดูเห็นเงินฝาก 100,000 บาทก็กลับมาบ้าน พอตกเย็น เจ้าหน้าที่ฯ โทรฯมาบอกว่าเงินไม่ครบมีแค่ 90,000 บาท เงินพ่อขาดอยู่ 10,000 บาท ให้มาเซ็นยินยอมที่ธนาคารว่าเอาเงินเข้าแค่ 90,000 บาท
ภายหลังจากเรื่องราวดังกล่าวถูกเปิดเผยออกไป ปรากฏว่ามีคนเข้ามาแสดงความเห็นกันอย่างกว้างขวาง ระบุว่า ส่วนใหญ่งสงสัยว่าธนาคารทำแบบนี้ก็ได้หรือ? มองว่าเป็นความรับผิดชอบของธนาคารเองหรือไม่ เพราะถ้าหากเงินไม่ครบจริง ก็ต้องทักท้วงลูกค้าตั้งแต่ตรวจนับครั้งแรกแล้ว ยิ่งไป ลงสมุดบัญชี 1 แสนบาท แสดงว่าตอนนั้นน่าจะมีการตรวจนับครบ 1 แสนบาทจริงหรือเปล่า? ที่สำคัญ จู่ ๆ ธนาคารก็ถือสิทธิหักเอาเงินในบัญชีลูกค้าไป โดยที่ลูกค้าไม่ยินยอม มันไม่ควรจะเกิดขึ้น ทำไมถึงไม่รับผิดชอบเอง หักแล้วบอกว่าอยากได้คืนให้ไปฟ้องเอา ถือเป็นสิ่งที่เลวร้ายมาก ฝ่ายงานเกี่ยวข้องควรลงมาดูแล ไม่ให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบกันได้อีก.
ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว



