เมื่อวันที่ 7 ก.ย. ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ นายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และอดีตอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) กล่าวภายหลังบรรยายพิเศษ “กรมการพัฒนาชุมชนกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ” ในงาน “วันพัฒนาชุมชน” ครั้งที่ 11 วาระครบรอบ 60 ปี พช. ว่า หลังจากเกษียณอายุราชการในตำแหน่งอธิบดี พช. และไปทำงานในฐานะสมาชิกวุฒิสภามา วันนี้อยากเห็น พช. ทำงานตามเป้าหมายสำคัญคือ ทำอย่างไรให้พี่น้องประชาชนส่วนใหญ่แก้จนสำเร็จ และลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างยั่งยืน ซึ่ง พช. มีพัฒนากรที่ใกล้ชิดกับชาวบ้าน มีข้าราชการ เกือบ 5,000 คน ถือว่ามีข้าราชการกระจายอยู่เต็มพื้นที่ของทั่วประเทศไทย
นายอภิชาติ กล่าวว่า อยากฝาก พช. ทำงานบนหลักการสำคัญ 4 ประการ คือ 1.ยึดบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง ซึ่งแต่ละภูมิภาค แต่ละอำเภอ แต่ละจังหวัดมีสภาพแวดล้อมไม่เหมือนกัน ดังนั้นก่อนเริ่มต้นทำงานขอให้ศึกษาข้อมูลให้ถูกต้องก่อน 2.หลังจากได้ข้อมูลแล้ว อยากให้หยุดคิดในเรื่องแนวคิดหรือองค์ความรู้ที่จะไปใช้ในการแก้ไขปัญหา ถ้าไม่คิดหรือตั้งหลักให้ดี สิ่งที่ทำไปอาจจะล้มเหลว ท้ายที่สุดแล้วชาวบ้านจะเสียโอกาส 3. “เขี่ยลูก” คือเวลาหลายพื้นที่ที่ลงไปทำงานขาดคนรับผิดชอบหลัก ดังนั้นจึงต้องมีคนรับผิดชอบหลัก ที่รับผิดชอบจริงๆ ทำงานให้สำเร็จ
นายอภิชาติ กล่าวว่า 4. “จัดกระดาน” หมายถึงลำพัง พช. ทำงานกรมเดียวไม่สำเร็จ สิ่งที่ตามมาก็คือจะต้องหาพันธมิตร ต้องหาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาช่วยเหลือทำงาน เพราะเป้าหมายสุดท้ายคือประชาชน การแก้ไขปัญหาพื้นที่เป็นเรื่องหลายมิติ มีความซับซ้อน เพราะฉะนั้นลำพังแค่ พช. ทำหน่วยเดียวอาจจะลำบากและไม่สำเร็จ ถ้าเราทำได้ 4 เรื่องนี้ เรื่องสุดท้ายแล้วถึงเริ่มตั้งหลักขับเคลื่อน มีการติดตามประเมินผลทุกระยะ 4-5 เรื่องที่อยากฝากเป็นทิศทางที่จะทำให้พช.สามารถทำงานได้กระชับ และก็เกิดผลดีต่อพี่น้องประชาชน
“ขณะนี้ผมไม่เห็นกระทรวงไหนที่ทำงานเรื่องเศรษฐกิจฐานรากโดยตรง ผมก็หวังว่ากระทรวง มท. จะเป็นกระทรวงทางด้านเศรษฐกิจฐานรากโดยตรง ขณะนี้ปัญหาเศรษฐกิจฐานรากเป็นเรื่องใหญ่ของรัฐบาล อยากให้กระทรวง มท. รองรับเรื่องนี้ไปพิจารณา” นายอภิชาติ กล่าว

นายอภิชาติ กล่าวด้วยว่า พช. มีลักษณะงานที่ตรงกับเศรษฐกิจฐานรากหลายเรื่อง เช่น โอทอป ขณะนี้โอทอปเดิมเราทำมา 16 ปี รายได้ส่วนใหญ่เราไม่เคยทะลุ 1 แสนล้านบาท แต่ช่วงหลังๆ ทะลุ 2 แสนกว่าล้านบาท ภายใน 5 ปีนี้เอง เป็นเศรษฐกิจฐานรากของพี่น้องประชาชนจริงๆ โดยเฉพาะเรื่องโอทอปนวัตวิถี เดิมโอทอปเราก๊อบปี้มาจากญี่ปุ่น แต่เราก๊อบปี้มาไม่หมด เราพาชาวบ้านออกมาขายของเป็นอีเวนต์ ปีหนึ่งก็ขายได้ 3-4 ครั้ง จริงๆ ต้องขายทุกวัน ชาวบ้านถึงจะพ้นจน
นายอภิชาติ กล่าวอีกว่า การขายทุกวันจะทำได้ก็คือว่าเราต้องเปลี่ยนมาเป็นโอทอปนวัตวิถี คืออาศัยการท่องเที่ยวซึ่งเป็นแม่เหล็กของประเทศไทย เพราะนักท่องเที่ยวเข้ามาเยอะมาก และเราพาเข้าไปในชุมชนได้เขาจับจ่ายใช้สอย ซึ่งมันไม่ใช่แค่โอทอป แต่มีเรื่องการสัญจร เรื่องอาหารการกินเรื่องที่พักอาศัย เรื่องการแสดง เรื่องเสื้อผ้า มันไปด้วยกันทั้งหมด เพราะรายได้มันกว้างกว่าโอทอปอย่างเดียว การท่องเที่ยวเราเคยพีคสูงสุดถึง 40 ล้านคน ถ้ารวมคนไทยด้วย 160 ล้านคน/ปี
นายอภิชาติ กล่าวต่อด้วยว่า จุดแข็งตรงนี้ นักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างประเทศลงไปชุมชนเศรษฐกิจก็จะฟื้นทันที เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องมียุทธศาสตร์ในการทำตรงนี้ให้เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง ซึ่งโอทอปนวัตวิถีคิดโดย พช. เราตั้งต้นมาแล้วเพียงแต่ตอนหลังเราถูกผ่อนแรงไปหน่อย เราต้องทำต่อเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้เร็วขึ้น เราควรให้ชาวบ้านลุกขึ้นมาสู้ด้วยตนเอง และยืนอยู่บนลำแข้งของตัวเอง เป็นทิศทางที่ถูกต้อง เชื่อมั่นในชาวบ้านว่าทุกคนมีศักยภาพที่จะช่วยเหลือตนเอง เพียงแต่เขาขาดโอกาส และขาดทรัพยากรเราเอาทรัพยากรลงไป ถ้าเราทำถูกจุดจะทำให้ชาวบ้านลืมตาอ้าปากได้

“พัฒนากรของ พช. เป็นเครื่องจักรสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพราะพัฒนากรจะอยู่ใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชน อยู่ฐานรากจริงๆ และเป็นข้าราชการ เป็นหน่วยงานของรัฐเพียงไม่กี่หน่วยที่ทำงานในตำบล หมู่บ้าน ซึ่งตำบล หมู่บ้าน ผมถือว่าเป็นจุดแตกหักของการพัฒนาประเทศ ถ้าล่างสุดเรายังทำได้ไม่ดี ข้างบนก็ส่งผลกระทบหมด ดังนั้นตัวพัฒนากร ผมให้กำลังใจว่างานที่ท่านทำเป็นงานสำคัญของชาติที่ท่านทำด้วยอุดมการณ์ด้วยความรู้ความสามารถของท่าน แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือท่านมีใจที่จะทำ ถ้าท่านมีใจที่อยากทำ งานที่ท่านทำก็สำเร็จไปกว่าครึ่งแล้ว ฉะนั้นฝากไว้ว่าพัฒนากรเป็นตัวหลักสำคัญของ พช. ของกระทรวง มท. และของประเทศ” นายอภิชาติ กล่าว.



