นายฐานพล มานะวุฒิเวช หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่ม (ร่วม) ด้านการพาณิชย์ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วง 2 ปีกว่าที่ผ่านมา ประกอบกับราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ คนไทยส่วนใหญ่จึงประหยัดค่าใช้จ่ายลง กลุ่มทรูจึงได้เข้าไปดูแลลูกค้า ทั้งทรูมูฟ เอช ทรูออนไลน์ และทรูวิชั่นส์ ด้วยการเสนอสิทธิประโยชน์ต่างๆ ผ่าน “ทรูพอยท์” เพื่อใช้เป็นส่วนลดในการซื้อสินค้า และบริการตามร้านค้าต่างๆ เพื่อแบ่งเบาภาระลดค่าใช้ข่ายในชีวิตประจำวัน ซึ่งในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ลูกค้าจำนวน 38 ล้านราย ได้นำ “ทรูพอยท์” แลกสิทธิประโยชน์สูงถึง 200 ล้านครั้ง เติบโตเพิ่มขึ้น 50% ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าลูกค้าแล้ว 1,400 ล้านบาท
“จุดแข็งของทรู ยู ที่แตกต่างจากค่ายอื่นๆ คือ ตอบโจทย์ตรงใจ แลกง่าย ใช้ง่าย เป็นสินค้าและบริการ ที่ต้องใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน ที่แลกซื้อในราคาที่ถูกลง แค่เพียง 1 พอยท์ ก็สามารถใช้แลกรับสิทธิประโยชน์ได้แล้ว และมีอีโคซิสเต็มส์ที่ครอบคลุม เช่น ใช้ในเซเว่นอีเลฟเว่น แม็คโคร โลตัส ซึ่งช่วยลูกค้าประหยัดได้แล้วกว่า 120 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีการนำ บิ๊กดาต้า และระบบปัญหาประดิษฐ์ หรือ เอไอ มาใช้วิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้า จึงเสนอสินค้าและบริการได้ตรงความต้องการ ซึ่งจากผลวิจัยพบว่าลูกค้ามีความพึงพอใจสูงถึง 90%”
ด้าน น.ส.สรรค์พิจิตร เอี่ยมชีรางกูร หัวหน้าสายงานบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า (ร่วม) บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ปัจจุบันกลุ่มลูกค้าที่นำพอยท์แลกสิทธิประโยชน์ คือ กลุ่มนักศึกษาและวัยทำงาน สินค้าและบริการที่นิยมคือ แลกแพ็กเกจอินเทอร์เน็ต ค่าโทรฯ อาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงส่วนลดซื้อมือถือและแก็ดเจ็ทต่างๆ กลยุทธ์ต่อจากนี้ จะเน้นขยายการใช้สิทธิพิเศษ ไปยังกลุ่มผู้สูงอายุมากยิ่งขึ้น โดยพบว่าผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่ใช้บริการในร้านอาหาร และเครื่องดื่มรวมถึงซื้อสินค้าตามห้างฯ บ่อยครั้ง แต่ยังใช้พอยท์แลกไม่มาก พร้อมเดินหน้ารักษาความสัมพันธ์อันดีกับพันธมิตรทางธุรกิจชั้นนำ รวมถึงสรรหาคู่ค้ารายใหม่ๆ เพื่อสร้างสรรค์สิทธิประโยชน์ที่หลากหลาย ตรงใจ ให้ลูกค้าประหยัดคุ้มค่าได้ทุกวัน ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์คนยุคดิจิทัล โดยชูแนวติด “อยู่กับทรูคุ้มยิ่งกว่า” เสนอผ่านโฆษณาใหม่ ที่ได้ ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ เป็นพรีเซ็นเตอร์ถ่ายทอดสิทธิประโยชน์ต่างๆ



