เมื่อวันที่ 17 ก.ย. นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ออกมาระบุหากมีปัญหาอะไรเกี่ยวกับกัญชาให้ไปถามพรรคการเมืองที่ขวาง ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กัญชากัญชง ว่า เรื่องกัญชามีการแก้กฎหมายยาเสพติดประเภท 5 เกี่ยวกับวัตถุออกฤทธฺ์ต่อจิตประสาท ที่เดิมยกตัวอย่างยาเสพติดประเภท 5 ไว้คือฝิ่น และกัญชา โดยแก้เอากัญชาออก แล้วไปออกกฎกระทรวงที่ประกาศวันที่ 9 ก.พ. และให้มีผลบังคับใช้วันที่ 8 มิ.ย.65 โดยมีข้อหนึ่งเขียนถึงสารสกัดจากดอกหรือใบกัญชาที่มีค่า thc มากกว่า 0.2 ให้เป็นยาเสพติด อันนี้คือความหละหลวม เพื่อให้คนเข้าใจว่า กัญชาไม่ใช่ยาเสพติด ตามที่พรรคภูมิใจไทยหาเสียงไว้

ถึงตรงนี้เราต้องยอมรับกันก่อนว่า กัญชาคือวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทอยู่ แต่เมื่อกฎกระทรวงบอกว่าจะต้องเป็นสารสกัดจึงเกิดปัญหา ต่อให้แก้ พ.ร.บ.กัญชากัญชง มาอย่างไร เมื่อเข้าสู่การพิจารณาของสภาก็จะมีปัญหาอีก เพราะถ้าการเสพกัญชาไม่ผิดก็เป็นกัญชาเสรีอยู่ดี ดังนั้นสิ่งที่ตนอยากแนะนำคือ ไปแก้กฎกระทรวงให้ชัดเจน จะบอกว่ากัญชาไม่ใช่ยาเสพติดไม่ได้ แต่การจะเป็นยาเสพติดนั้นเป็นอย่างไร เช่นนำไปตากแห้งมวนบุหรี่สูบแบบนี้ต้องเป็น ถ้าไปเขียนเป็นยาเสพติดต่อเมื่อเป็นสารสกัด แบบนี้ถือว่าเป็นเจตนาที่ละเลยหรือไม่ หน้ำซ้ำในกฎหมายบอกให้ปลูกได้ไม่เกิดครัวเรือนละ 15 ต้น เพื่อให้บริโภค แต่ห้ามขาย อันนี้ถือว่าไม่ตรงกับที่หาเสียงที่บอกสร้างรายได้ได้จากกัญชา เรื่องนี้พรรคภูมิใจไทยจะมาโทษสภาไม่ได้ ทางที่ดีปรับมุมคิดแล้วแก้กฎกระทรวงให้ชัดแบบนั้นประชาชนจะได้ประโยชน์มากกว่า

“การจะเอากัญชาเป็นกัญชาเสรี แล้วเลี่ยงคำว่ายาเสพติดออกไป บอกว่าไม่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ ไปกำหนดว่าต้นใบ ดอก ไม่ใช่ยาเสพติด ต้องเป็นสารสกัดเท่านั้น แต่การมวนสูบ เอาช่อดอกไปใส่อาหารก็เกิดแล้ว เสี่ยงต่อการออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทเป็นเรื่องอันตราย เมื่อคำนึงถึงประโยชน์ต้องคำนึงถึงโทษด้วยการปล่อยให้กัญชาเสรี จะเป็นโทษมากกว่าคุณ ผมไม่ได้ขัดการใช้ประโยชน์แต่ต้องคำนึงถึงโทษด้วย ต้องมีมาตรการชัด แต่กลับไม่ปรากฏในกฎหมาย และการที่สภาให้ถอนกฎหมายไปปรับปรุง ถือว่าได้ประโยชน์มากกว่าดื้อพิจารณาก็ไม่เสร็จในสมัยประชุมนี้ ต้องเข้าสมัยหน้าในเดือน พ.ย.อยู่ดี แต่ถ้ายังเอาร่างเดิมเข้ามาที่มีความหละหลวมแล้วถูกตีตกจะเสียหายมากกว่า จะเอาสะใจนโยบายฉันได้ออกกฎหมายแล้วแต่สภาไม่ให้ผ่าน เป็นการหาเสียง แล้วไปโทษสภาแบบนี้ ใครต้องรับผิดชอบมากกว่ากัน สภาหรือคนออกนโยบาย คุณไม่ได้หวังผลเอากัญชามาเพื่อการแพทย์ แต่หวังเอาธุรกิจ เครือข่ายคุณทำกัญชาเชิงธุรกิจได้อย่างไร ขอให้พูดให้ชัดเจนแล้วมาทำกฎหมายให้ถูกต้องจะดีกว่า” นพ.ชลน่าน กล่าว.