น.ส.อัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยว่า กระทรวงดีอีเอสได้นำเรื่องความต้องการใช้งานดาวเทียมของหน่วยงานภาครัฐ ตำรวจ ทหาร และหน่วยงานความมั่นคงเข้าหารือต่อคณะกรรมการกิจการอวกาศ เพื่อจะได้มีหนังสืออย่างเป็นทางการไปยังคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) หลังจากที่กสทช.ประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้สิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมในลักษณะจัดชุด (แพ็คเกจ) (ฉบับแก้ไขปรับปรุง) วันที่ 30 ส.ค. 65 และปิดรับฟังความคิดเห็นไปแล้วตั้งแต่วันที่12 ก.ย. 2565 ที่ผ่านมา โดยมีกำหนดการเปิดประมูลในปลายปีนี้

“คณะทำงาน และกระทรวงดีอีเอส ต้องส่งหนังสือแสดงความต้องการเพื่อร่วมประมูล วงโคจรดาวเทียม ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการประมูลเอง และการร่วมลงทุนกับเอกชนที่ชนะการประมูลให้ชัดเจน ซึ่งทางบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็นที ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติ ให้เป็นผู้บริหารกิจการดาวเทียมของชาติ ซึ่งขณะนี้วงโคจร 119.5 องศาตะวันออก หรือ ไทยคม 4 (ไอพีสตาร์) ที่ได้รับทรัพย์สินหลังจากหมดสัญญาสัมปทานมาจาก บมจ.ไทยคม อายุทางวิศวกรรมจะใช้ได้ถึงปี 66 โดยอาจจะยืดอายุเวลาออกไปได้ 3 ปี ได้เพื่อรอการสร้างดาวเทียมดวงใหม่มาทดแทนดวงเดิม”

อย่างไรก็ตามในร่างประกาศประมูลดาวเทียมดังกล่าว ข้อ 30 ระบุว่าให้ผู้ชนะการประมูลแบ่ง 1 ช่องสัญญาณ (ทรานสปอนเดอร์) ให้ภาครัฐใช้เพื่อความมั่นคงและประโยชน์สาธารณะ และหากเป็นดาวเทียมบรอดแบนด์ต้องแบ่งความจุให้รัฐ 1% หากดาวเทียมมีขนาด 100 GB แบ่งมา 1% ให้รัฐใช้ 1 GB แต่ไทยคม 4 มี 45 GB หากแบ่ง 1% จะได้เพียง 0.45 GB ไม่เพียงพอ เพราะรัฐใช้งานอยู่ที่ 0.80 GB ดังนั้น การแบ่งทรานสปอนเดอร์นี้ ดีอีเอสพิจารณาแล้วไม่เพียงพอแน่นอน ดังนั้น จำเป็นต้องได้ความจุ 2% ขึ้นไป เพื่อทำให้รัฐบาลก้าวสู่ดิจิทัล กอฟเวอร์เมนต์ได้ทั้งระบบ