นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) รักษาการผู้ว่า รฟท. เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ(บอร์ด) รฟท. มีมติเห็นชอบผลการดำเนินการตามความเห็นของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองแผนการแก้ไขปัญหารัฐวิสาหกิจ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ(สคร.) เกี่ยวกับการเพิ่มอัตรากำลังของ รฟท. 2,850 อัตรา โดยเน้นย้ำให้จัดทำข้อมูลทุกด้านอย่างละเอียด อธิบายที่มาตัวเลข 2,850 อัตรา และสาเหตุที่ต้องเพิ่มให้ชัดเจน เพื่อให้เห็นว่าจำเป็นต้องเพิ่มอัตรากำลัง เพราะบางตำแหน่งไม่สามารถใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือจ้างภายนอก(Outsource) ทดแทนได้ อาทิ พนักงานด้านความปลอดภัยในการเดินรถ คาดว่าจะเสนอกระทรวงคมนาคม และคณะอนุกรรมการฯ ในเดือน ก.ค.2569 ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาต่อไป

นายอนันต์ กล่าวต่อว่า ในปี 2569 รฟท. มีพนักงาน 8,215 อัตรา และลูกจ้าง 3,766 อัตรา ซึ่งอัตรา 2,850 อัตราที่ขอเพิ่มอัตรากำลัง เป็นตำแหน่งสำคัญที่จำเป็นต่อภารกิจหลักขององค์กร โดยจะดำเนินการทยอยรับบุคลากรในช่วงปี 2570-2572 เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจ และสถานะทางการเงินขององค์กร แบ่งเป็น ปี 2569 จำนวน 1,725 อัตรา, ปี 2570 จำนวน 341 อัตรา, ปี 2571 จำนวน 419 อัตรา, ปี 2572 จำนวน 365 อัตรา ทั้งนี้อัตรากำลังที่ขอเพิ่ม แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มพนักงานรถจักร อาทิ พนักงานขับรถ และช่างเครื่อง ซึ่งปัจจุบันมีอัตราน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนขบวนรถที่ให้บริการ ส่งผลให้พนักงานต้องทำงานหนักมากกว่า 6 วันต่อสัปดาห์

2.กลุ่มพนักงานดูแลความมั่นคงปลอดภัย เพื่อกำกับดูแลระบบทางให้มีความปลอดภัย และรองรับโครงการรถไฟทางคู่ที่กำลังจะแล้วเสร็จ ซึ่งทางคู่ ระยะที่ 1 กว่า 900 กม. ทำให้ภารกิจการดูแลทางเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันมีเส้นทางรถไฟประมาณ 4,800 กม. รวมทั้งรองรับการเปิดให้เอกชนร่วมใช้รางรถไฟ (Open Access) ในอนาคตด้วย และ 3.กลุ่มพนักงานควบคุมการเดินรถ อาทิ หัวหน้าควบคุมฯ และนายสถานี เพื่อบริหารจัดการเดินรถในพื้นที่ต่างๆ และเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดเส้นทางสายใหม่ อาทิ สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ประมาณปี 2571 พร้อมทั้งจะรับวิศวกรด้านเครื่องยนต์ ช่างกล ช่างโยธา และระบบอาณัติสัญญาณ เพื่อดูแลงานโครงสร้างพื้นฐานด้วย

นายอนันต์ กล่าวอีกว่า การเพิ่มอัตรากำลังจะส่งผลดีต่อประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยเฉพาะการลดอุบัติเหตุ ลดความสูญเสียจากการปฏิบัติงาน และลดภาระการทำงานล่วงเวลาของพนักงาน(OT) ซึ่งปัจจุบันมีค่าใช้จ่ายด้าน OT ประมาณ 40% ของเงินเดือน หากทยอยรับพนักงานใหม่เพิ่ม จะช่วยลดภาระงานบุคลากรเดิม และคาดว่าจะลดค่าใช้จ่ายด้าน OT ลงเหลือประมาณ 10% ได้ โดยงบประมาณส่วนต่าง 30% ที่เดิมใช้จ่ายค่า OT ก็สามารถนำมาใช้จ้างพนักงานใหม่เพิ่มเติมได้ ซึ่งไม่มีผลกระทบต่อกรอบงบประมาณด้านบุคลากร และไม่เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายขององค์กร
นายอนันต์ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ รฟท. จะขอยกเลิกมติ ครม. เมื่อปี 2541 ที่กำหนดให้ รฟท. รับพนักงานใหม่ได้ประมาณ 5% ของจำนวนผู้เกษียณอายุ อาทิ เกษียณฯ 100 คน รับใหม่ได้ 5 คน ปรับเป็นรับพนักงานใหม่ได้ 100% ของจำนวนผู้เกษียณฯ อาทิ เกษียณ 100 คน รับใหม่ได้ 100 คน ทั้งนี้ปัจจุบัน รฟท. มีผู้เกษียณอายุประมาณปีละ 300 คน หากยังคงใช้หลักเกณฑ์เดิมจะไม่สามารถทดแทนอัตรากำลังที่หายไปได้อย่างเพียงพอ.


