เชื่อว่ามีผู้คนที่คุ้นเคยกับใบหน้า น้ำเสียงอ่อนนุ่ม และบุคลิกภาพมาดมั่น สุขุม ของ คุณกานต์-ดร.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จากสื่อต่าง ๆ อยู่ไม่น้อย ทว่า ยิ่งได้สนทนาหลากแง่มุมกับผู้หญิงคนนี้ ยิ่งสัมผัสได้ว่ามีความน่าสนใจอย่างมาก

คุณกานต์ เล่าว่า ตอนเรียนมหาวิทยาลัย อยากทำงานด้านไฟแนนซ์ พอเรียนจบเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง ทุกอย่างปิดหมด เลยเบนเข็มไปเป็นอาจารย์สอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยมหิดล ทำได้ระยะหนึ่งมีตำแหน่งทางวิชาการเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์แล้วช่วงปี 2549 มีวิกฤติทางการเมือง เลยสนใจงานทางด้านการเมือง และลงสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร (ส.ส.) ในนามพรรคประชาธิปัตย์ พอปี 2562 แพ้การเลือกตั้ง แต่พรรคประชาธิปปัตย์ เป็นพรรคร่วมรัฐบาล จึงได้เป็นทีมโฆษกรัฐบาล ทำหน้าที่รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นับแต่นั้นมา

คุณกานต์ ฉายภาพการทำหน้าที่ทีมโฆษกรัฐบาลว่า “การทำหน้าที่เป็นรองโฆษกรัฐบาล เราเป็นตัวแทนของรัฐบาล เป็นผู้บอกประชาชน แต่ไม่ใช่ว่าเราเป็นตัวแทนประชาชนไม่ได้ การทำงานตรงนี้ มีการสื่อสารที่ทำได้สองทาง เราฟังเสียงประชาชน แม้ไม่ได้ฟังเสียงตรง ๆ เราได้รับทราบว่าเขามีอะไรที่สะท้อนถึงรัฐบาล แล้วนำมารายงานถึงผู้ที่เกี่ยวข้องได้ในการทำงานทีมโฆษกรัฐบาล มีหลักการทำงาน เราต้องพูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน สิ่งที่ประชาชนควรจะรู้ซึ่งจะประกอบด้วยนโยบาย หรือ มาตรการต่าง ๆ ที่รัฐบาลออกมา อะไรที่มีความไม่เข้าใจที่ไม่ถูกต้องแก่สังคม ข้อมูลบิดเบือนต้องชี้แจง เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เสน่ห์ของงานนี้ แม้ไม่ได้ใกล้ชิดกับประชาชน แต่เสน่ห์อยู่ที่สิ่งที่เราพูด คนให้ความสนใจ คล้าย ๆ กับบอกสิ่งดี ๆ ให้เขาทราบและได้ติดตาม เช่น โครงการคนละครึ่ง ยิ่งเราทำงานเยอะ เผยแพร่ข้อมูลเยอะประชาชนเขาจะรู้ในสิ่งที่เขาควรจะทราบ คำพูดของเรามีความหมาย เพราะฉะนั้นต้องเลือกสิ่งที่พูดแล้วมีประโยชน์ต่อคนฟัง

ในแง่มุมของการมองความคิดมุมบวก คุณกานต์ สะท้อนว่า “ความคิดเชิงบวก เป็นเรื่องสำคัญ เป็นกำลังใจให้ตัวเอง ชีวิตคนเราไม่สมหวังตลอด บางทีความผิดหวังไม่ใช่ว่า เราไม่ต้องเศร้าสร้อยหงอยเหงา เราอาจให้เวลาความผิดหวังตรงนั้นได้ แต่ต้องกลับมาสู่ภาวะปกติให้ได้เร็วที่สุด แต่การเดินหน้า ต้องมีความหวังและพลัง อย่าปิดโอกาสให้ตัวเองหยุดเดินต่อไป คำว่าคิดบวกบางทีอย่าคิดเข้าข้างตัวเองจนเกินไป โดยไม่มีการเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผิดหวัง ควรคิดบวกแบบพินิจพิเคราะห์ ว่าความผิดหวังที่เกิดขึ้นเพราะอะไร ที่เราเศร้าสมควรที่จะเศร้าไหม ที่ต้องเศร้าก็ต้องเศร้า ให้เวลากับตัวเองที่เศร้าบ้าง แต่ต้องย้ำว่า ต้องพินิจพิเคราะห์ว่าที่จิตตก เกิดจากอะไร เราทำอะไรผิดพลาด เราสมควรที่จะเศร้าไหมให้ทุกอย่างมีเหตุผล”

คุณกานต์ ยังย้ำถึงแง่งามแห่งความคิดที่ได้รับมาจากการบ่มเพาะของบุพการีว่า “สิ่งหนึ่งที่ติดตัวมาจากครอบครัวคือ เรื่องการใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมาย เป็นสิ่งที่กานต์ภูมิใจ ดีใจที่พ่อแม่ปลูกฝังมาตั้งแต่เล็ก กานต์เป็นนักกีฬาว่ายน้ำ เล่นเทนนิส เป็นอาจารย์สอนหนังสือ 10 ปี มีตำแหน่งทางวิชาการเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ เป็นดอกเตอร์ครบแล้ว พ่อบอกว่า อย่าทำอะไรแบบเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ขอให้ทำสิ่งนั้นให้สำเร็จ อย่าให้คนเขามาตำหนิได้ ถ้าจะไม่อยู่ตรงนั้น ขอให้คนนึกถึงเราในทางที่ดี คำพูดเหล่านี้ฝังอยู่ในหัว จากอาจารย์ทำงานด้านวิชาการ มาทำงานด้านการเมือง กานต์ไม่ได้ยึดติดกับอะไร ถือว่า ถ้าเราอยู่ตรงนั้น ทำหน้าที่อะไร เราต้องทำให้ดีและทำดีที่สุดแล้ว”. 

เรื่อง : แก้วใจ