ในแต่ละวัน บางทีเราก็พยายามเข้มแข็งแม้ตัวเองแทบลุกขึ้นไม่ไหว แต่พอมองกลับไปข้างหลัง เห็นสายตาของหลายคน รอยยิ้ม กำลังใจ เราเลยต้องเดินต่อ ไปต่อ แต่บางครั้งกลั้นน้ำตาไว้สุดกำลัง มันก็ไหลออกมาโดยไม่ทันตั้งตัว น้ำตาไหลอาบแก้มทั้งสองข้าง ก็ยังบอกตัวเองในใจว่า “เรายังไหวนะ”
จริงๆแล้วในทุกเรื่องราวทุกปัญหาที่เข้ามา เราก็อดทนได้แหละ แต่อยากระบายบ้าง ได้กำลังใจจากคนรอบข้างบ้าง เราไม่กล้าล้มหรอก เพราะยังมีอีกหลายชีวิตที่เราต้องดูแล มีสิ่งที่ต้องทำให้สำเร็จอีกหลายอย่าง บอกตัวเองบ้างเถอะ ว่า บางทีก็ไม่ไหวแล้วนะ เหนื่อยนะ ท้อนะ รู้สึกแย่นะ เพราะบางที การได้กลับมานั่ง “เงียบๆ” แบบผู้พ่ายแพ้ ก็ทำให้เรามองเห็นอะไรบางอย่าง และเมื่อได้เห็นบางสิ่งแล้ว มันจะทำให้เรามีวิธีการเดินต่อได้ดีและปลอดภัยกว่าเดิม ดีกว่า บอกตัวเองว่า “ยังไหว” ทั้งๆที่ มันอ่อนล้าเต็มที นอกจากมันจะล้มลงแบบไม่รู้ตัว เราอาจจะไม่มีโอกาสได้นั่งแบบผู้พ่ายแพ้อีกเลย ไม่มีใครชนะได้ทุกครั้งได้ตลอดหรอก
ทุกความผิดพลาด เป็นบทเรียนที่ดีเสมอ ไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าการ “จมปลัก” อยู่กับความผิดพลาด หยุดทำร้ายซ้ำเติมตัวเอง อย่ายึดมั่นในความคิดของตนว่าถูกเสมอ เมื่อรู้ว่าผิดพลาด เริ่มต้นชีวิตใหม่ ไม่มีอะไรสายเกินไป ในวันที่เราพร้อมจะเริ่มต้นใหม่ เรียนรู้ความผิดพลาดจากอดีต เริ่มต้นให้ดี ในปัจจุบันนั้นเป็นเหตุที่ดีของอนาคต “ไม่ต้องพยายามที่จะเข้มแข็งตลอดเวลาก็ได้ เหนื่อยบ้าง ท้อบ้าง เสียใจบ้าง ให้หัวใจมันได้แสดงความรู้สึกจริงๆออกมาบ้าง อย่าฝืนความจริง อย่าโกหกความรู้สึกตัวเอง ไม่ไหว ก็คือ ไม่ไหว ไม่ใช่พ่ายแพ้ ก็แค่ตอนนี้มันไม่ไหว แค่กลับมาดูแลความรู้สึกของตัวเองก่อน ก็แค่นั้นเอง”
ดูอย่างพระพุทธเจ้าสิ ในวันที่ท่านมีความมุ่งมั่นที่จะบำเพ็ญทุกรกิริยา ทรมานร่างกายตนเองเพราะคิดว่า วิธีการนี้จะทำให้พระองค์บรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อย่างแน่นอน แต่แล้วยิ่งนานวันเข้า สิ่งที่ทำยิ่งห่างไกลจากคำว่า “บรรลุธรรม” แต่ก็ยังคงมุ่มมั่นที่จะทำต่อ จนพระอินทร์ ที่เป็นเพื่อนเก่า เป็นกัลยาณมิตร ทนไม่ไหว มาแนะนำพระองค์ด้วยกุศโลบายดีดพิณสามสาย ตั้งสายแรกไว้ตึง ดีดแล้วเสียงไม่เพราะ ตั้งสายที่สองไว้หย่อน ดีดแล้วเสียงก็ไม่เพราะ ตั้งสายที่สามไว้ให้พอดี เมื่อดีดพิณสายที่สามนี้เสียงเพราะมาก ในขณะนั้นเองพระพุทธองค์ทรงนั่งหลับตาอยู่ พิจารณาเสียงพิณทั้งสามเสียง น้อมเข้าสู่ใจ จนมองเห็นสิ่งที่พระองค์ทำอยู่กับเสียงพิณของพระอินทร์ที่ได้ยิน
ทรงพิจารณาไตร่ตรองอย่างรอบคอบ จึงทรงเห็นว่า การทำทุกรกิริยา ทรมานร่างกายที่ทำมาหลายปีนั้น ไม่ใช่หนทางที่บรรลุธรรมแน่นอน การปฏิบัติที่เคร่งครัดเกินไป เปรียบเสมือนพิณสายที่ตึง ไม่สามารถทำให้ตนเองบรรลุธรรมได้ หรือแม้แต่การประพฤติหย่อนยานในเพศฆราวาสอย่างที่เคยประพฤติมา ซึ่งเปรียบเสมือนพิณสายที่หย่อน ก็ไม่ใช่เส้นทางแห่งการบรรลุธรรม เหลือเพียงสิ่งสุดท้าย คือ การปฏิบัติอยู่ในความพอดี ทางสายกลาง น่าจะเป็นวิธีการเดียวเท่านั้นที่ทำให้ พระองค์หลุดพ้นจากพันธนาการกิเลสในใจของพระองค์
คิดได้เช่นนั้น พระองค์ก็ทรงหยุดการกระทำเดิมที่ทรงทรมานร่างกายตนเอง หันกลับมาปฏิบัติบำเพ็ญเพียรทางจิตแทน จนบรรลุเป็น “พระสัมมาสัมพุทธเจ้า”
……………………………………………
คอลัมน์ : ลานธรรม
โดย : พระครูปลัดบัณฑิต อินฺทเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสังข์กระจายวรวิหาร รองประธานเครือข่ายธรรมะอารมณ์ดี



