สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 2 ต.ค. ว่า ตัวเลขเบื้องต้นที่เผยแพร่โดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐ (ซีดีซี) แสดงให้เห็นว่า จำนวนการฆ่าตัวตายในประเทศเพิ่มขึ้นจากราว 460,000 คน ในปี 2563 เป็นประมาณ 47,650 คน ในปี 2564
อัตราการฆ่าตัวตายตามอายุต่อประชากร 100,000 คน เพิ่มขึ้นจาก 13.5 ในปี 2563 เป็น 14 เมื่อปีที่แล้ว โดยการเพิ่มขึ้นอย่างมากที่สุดพบได้ในกลุ่มเด็กผู้ชายและชายหนุ่มอายุระหว่าง 15-24 ปี ซึ่งมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงขึ้น 8%
ด้าน นางจิล ฮาร์คาวี-ฟรายด์แมน จากมูลนิธิเพื่อการป้องกันการฆ่าตัวตายแห่งอเมริกัน (เอเอฟเอสพี) กล่าวว่า แม้อัตราการฆ่าตัวตายในสหรัฐจะเคยลดลงเมื่อช่วงทศวรรษที่ 1990 ก่อนจะเริ่มกลับมาเพิ่มขึ้นใหม่จนอยู่ที่ 35% ภายในปี 2561 และลดลง 5% จนถึงปี 2563 แต่ความผันผวนล่าสุดเป็นเรื่องที่ตีความได้ยาก
“เรายังไม่ทราบจริง ๆ ว่าการเพิ่มขึ้นแบบนี้บ่งบอกถึงอะไร” ฮาร์คาวี-ฟรายด์แมน กล่าวเพิ่มเติมว่ามันจำเป็นต้องดูรูปแบบดังกล่าวในระยะยาว อีกทั้งบทบาทของการระบาดโรคโควิด-19 ยังมีความซับซ้อนอีกด้วย
ตามข้อมูลของเอเอฟเอสพี ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า ผู้คนมักจะมารวมตัวกันในช่วงเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจในขั้นต้น และสิ่งนี้สามารถเป็นปัจจัยป้องกันต่อการฆ่าตัวตายได้ แม้ว่าการยึดเหนี่ยวทางสังคมเช่นนี้อาจไม่คงอยู่เมื่อเวลาผ่านไป
ทั้งนี้ทั้งนั้น ข้อมูลจากปี 2564 เผยให้เห็นว่า ผู้ชายมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงกว่าผู้หญิงถึง 4 เท่า เนื่องจากผู้ชายมีแนวโน้มที่จะใช้วิธีที่อันตรายถึงตาย และมีปัญหาในการขอความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตมากกว่าผู้หญิง ขณะที่ข้อมูลของซีดีซีเสริมว่า การฆ่าตัวตายเป็นสาเหตุอันดับ 2 ของการเสียชีวิตในกลุ่มผู้ที่มีอายุ 10-34 ปี.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



