สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงตูนิส ประเทศตูนิเซีย เมื่อวันที่ 16 ต.ค. ว่า ชาวตูนิเซียจำนวนมากร่วมกันเดินขบวนประท้วงไปตามท้องถนน เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันที่สองติดต่อกันแล้ว เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ที่ยังไม่สามารถจัดการวิกฤติเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ และต่อต้าน “การรัฐประหารรัฐสภา” ของประธานาธิบดีคาอิส ไซเอด
WATCH: #BNNTunisia Reports.
— Gurbaksh Singh Chahal (@gchahal) October 15, 2022
Protests in the streets of downtown Tunis denouncing the deterioration of the economy in Tunisia under Kais Saied's presidency, demanding accountability for the country's long-running economic crisis. #Tunisia #Protests pic.twitter.com/9YC9DsTkCt
ขณะเดียวกัน การประท้วงครั้งล่าสุดของชาวตูนิเซียในครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังนายมาเล็ก เซลิมี วัย 24 ปี ซึ่งร่วมการชุมนุม เมื่อเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา และได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณลำคอ เสียชีวิตแล้ว และครอบครัวยืนยันว่า อาการบาดเจ็บของบุตรชายเป็นผลจากการปะทะกับตำรวจ
ทั้งนี้ ตูนิเซียกำลังเผชิญกับวิกฤติครั้งใหญ่ที่สุด นับตั้งแต่การเป็นจุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์อาหรับสปริง เมื่อปี 2554 โดยไซเอดประกาศเมื่อเดือน ก.ค. ปีที่แล้ว อ้างการใช้อำนาจพิเศษ ตามที่ระบุอยู่ในมาตรา 80 ของรัฐธรรมนูญตูนิเซีย ว่า “ในภาวะฉุกเฉินหรือเร่งด่วน” ประธานาธิบดีสามารถเป็นผู้ใช้อำนาจบริหารร่วมกัน หรือแทนนายกรัฐมนตรีได้ “จนกว่าสถานการณ์จะกลับคืนสู่สภาวะปกติ”
ผู้นำตูนิเซียระงับการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา เพิกถอนสิทธิคุ้มกันของนักการเมืองทุกคน โดยให้เหตุผล เพื่อปกป้องบ้านเมืองจากการคอร์รัปชั่น และความขัดแย้งทางสังคม ซึ่งเข้าขั้นวิกฤติ และ “ธรรมาภิบาลที่ผิดพลาด” ส่งผลให้โครงสร้างทางการเมืองและเศรษฐกิจ “มีปัญหา”
Watch: Here are the 3 presidential decisions as announced by #Tunisia’s Kais Saied following a day of mass protests against the government and the Islamist Ennahda-led parliament:https://t.co/mPjizWekJo pic.twitter.com/8Q21EGIpIb
— Al Arabiya English (@AlArabiya_Eng) July 25, 2021
อนึ่ง ตูนิเซียจัดการลงประชามติเมื่อปลายเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเปลี่ยนจากระบบกึ่งรัฐสภาสู่ระบบประธานาธิบดี ให้ประมุขแห่งรัฐมีอำนาจสูงสุด คณะรัฐมนตรีและฝ่ายตุลาการอยู่ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดี แม้ประมาณ 92% ให้การสนับสนุน แต่มีผู้ออกมาใช้สิทธิเพียง 25%.
เครดิตภาพ : REUTERS






