วันนี้ (26 ต.ค.) ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดีอีเอส ได้เป็นประธานการประชุมปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ร่วมกับ พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นายสุเทพ บวรโชติดารา รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน นายวรุณ กาญจนภู รองเลขาธิการสมาคมธนาคารไทย นางวรรณพร ลักษณะสุต ผู้อำนวยการฝ่าย นโยบายและกำกับการแลกเปลี่ยนเงิน ธปท. นายเอนก อยู่ยืน ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต) ตัวแทนเครือข่ายผู้ให้บริการมือถือ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ปัจจุบันปัญหาการฉ้อโกงและหลองลวงประชาชนผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ทั้งในรูปแบบ ของการเงินนอกระบบ เช่น แชร์ลูกโซ่ หลอกลงทุน รวมทั้งการหลอกลวงผ่านคอลเซ็นเตอร์ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคนร้ายจะปรับรูปแบบ และวิธีการหลอกลวงตลอดเวลา ทำให้ประชาชนหลงเชื่อ ได้รับความเดือดร้อน สูญเสียทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก ซึ่งรัฐบาลมอบหมายให้ ดีอีเอส ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งเพื่อแก้ไขปัญหาให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว และรายงานต่อนายกรัฐมนตรีภายใน 30 วัน

“ข้อสรุปเบื้องต้นได้ตั้งศูนย์รับแจ้งความออนไลน์กับทางตำรวจ และเร่งจับกุมคนร้ายที่อยู่ในประเทศ ส่วนในต่างประเทศรัฐบาลจะประสานต่างประเทศเพื่อติดตามตัว นอกจากนี้จะเร่งแก้ปัญหารับจ้างเปิดบัญชี หรือบัญชีม้า จะประสาน ธปท. และสมาคมธนาคารไทย ด้วยการปิดกั้นการโอนเงินได้เร็วมากขึ้น และจะแก้กฎหมาย คือ พ.ร.บ.การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ของ ป.ป.ง เอาผิดคนที่รับจ้างเปิดบัญชีม้าได้ทันที นอกจากนี้ จะมีการปิดกั้นเว็บไซต์ที่ผิด ก.ม.ให้เร็วมากขึ้นโดยใชีวิธีขออำนาจศาลสั่งปิดผ่านทางออนไลน์ใช้เวลา 1-3 วัน และหาวีธีแก้ปัญหาแอคเคานท์ปลอมที่เป็นอวตาร ซึ่งประชาชนที่พบเห็นเว็บไซต์ผิดกฎหมายก็สามารถแจ้งมาที่ดีอีเอสได้ นอกจากนี้จะประสานกับทาง กสทช.ให้จำกัด จำนวนซิมการ์ดที่ใช้ไม่เกิน 5 ซิมการ์ดต่อคน หากจะใช้มากกว่าต้องไปขออนุญาตกับ กสทช. เพื่อแก้ปัญหารับจ้างเปิดเบอร์ เพราะปัจจุบันมีบางคนมีเป็นร้อยซิม”
ด้าน พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กล่าวว่า ตั้งแต่เดือน มี.ค.-ต.ค.65 ทางตำรวจได้ร้บแจ้งความออนไลน์ที่เป็นคดีแล้ว 1.1 แสนคดี และมีมูลค่าความเสียหายประมาณ 1 หมื่นล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการหลอกลงทุนประมาณ 5,000-6,000 ล้านบาท ส่วนสถิติผู้กระทำความผิด ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ตั้งแต่ 1 ม.ค.-24 ต.ค.65 ศาลมีคำสั่งลงโทษผู้กระทำความผิด รวม 184 คำสั่ง มีเว็บไซต์ ที่ผิดกฎหมายจำนวน 4,736 ยูอาร์แอล จึงขอเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อและโอนเงิน นอกจากนี้จะมีการประสานกับทางกัมพูชา เพื่อติดตามคนร้ายกลับมาดำเนินคดีที่ไทย โดยประสานให้ข้อมูลหมายจับมากกว่า 100 หมายและประสานพิกัดที่อยู่ของคนร้าย ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดี เชื่อว่าจะได้ตัวคนร้ายเพิ่มมากขึ้นในเร็ว ๆ นี้.



