สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงบราซิเลีย ประเทศบราซิล เมื่อวันที่ 31 ต.ค. ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งของบราซิลรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการ ของการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบชิงดำ ซึ่งมีขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ ปรากฏว่าเมื่อนับคะแนนไปแล้วมากกว่า 99% นายลูอิซ อิกนาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา อดีตประธานาธิบดีวัย 77 ปี ลงสมัครในนามตัวแทนพรรคคนงาน ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายซ้าย ได้รับคะแนนเสียงสนับสนุน 50.89% คิดเป็น 60,218,484 คะแนน
#Brazil | Lula da Silva is the new president of Brazil in a run-off election amid police repression and road blockades by the federal highway police #Brazilelections pic.twitter.com/0IZPA0du04
— teleSUR English (@telesurenglish) October 30, 2022
ขณะที่ประธานาธิบดีฌาอีร์ โบลโซนารู ผู้นำคนปัจจุบัน วัย 67 ปี จากพรรคอนุรักษนิยม ได้รับคะแนนเสียงสนับสนุน 49.11% คิดเป็น 58,111,752 คะแนน แม้ผลการนับคะแนนยังไม่เสร็จสิ้น แต่ศาลเลือกตั้งสูงสุดของบราซิลให้ความเห็นว่า “เพียงพอตามหลักคณิตศาสตร์” ที่จะชี้ชัดว่า ใครคือผู้ชนะ

ทั้งนี้ การเลือกตั้งรอบแรกซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 ต.ค. ที่ผ่านมา เป็นไปอย่างสูสีในระดับที่ผิดจากความคาดหมายของทุกฝ่ายพอสมควร เนื่องจากผลสำรวจความคิดเห็นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บ่งชี้ไปในทางเดียวกันว่า ลูลามีคะแนนนิยมนำเหนือโบลโซนารู ทิ้งห่างระหว่าง 10-15%

นอกจากนี้ มีการวิเคราะห์ด้วยว่า ผลการลงคะแนนรอบแรกตอกย้ำ “การแบ่งแยก” และ “รอยร้าว” ว่า ยังคงมีอยู่ในสังคมของบราซิล โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมือง และฐานเสียงของโบลโซนารูยังแข็งแกร่งกว่าที่คาดคิด แม้ถูกวิจารณ์อย่างหนักหลายเรื่อง โดยเฉพาะมาตรการบริหารจัดการ สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่สวนกระแสกับประเทศส่วนใหญ่ในอเมริกาใต้
ด้านลูลา ซึ่งเตรียมกลับมารับตำแหน่งสมัยที่ 3 ในวันที่ 1 ม.ค. 2566 เคยได้รับความนิยมในระดับสูงสุด เมื่อครั้งอยู่ในวาระระหว่างปี 2546-2553 จากการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับกลุ่มชาวบราซิลระดับฐานราก แต่ความนิยมตกฮวบหลังจากนั้น เมื่อศาลพิพากษาให้รับโทษในเรือนจำจากข้อหาคอร์รัปชั่น ระหว่างปี 2560-2562 และหลายฝ่ายวิจารณ์ว่า นโยบายเศรษฐกิจของลูลา ที่ยังคงเน้นการยกระดับสวัสดิการทางสังคมให้แก่กลุ่มคนรากหญ้า “มีรายละเอียดที่เบาบางมาก”.
เครดิตภาพ : REUTERS



