การเข้าถึง “ดิจิทัล”ที่เพิ่มขึ้นของคนไทยในปัจจุบัน เป็นเสมือน “ดาบสองคม” เพราะนอกจากจะช่วยยกระดับ คุณภาพชีวิต ให้ดีขึ้นแล้ว ในทางกลับกัน ก็มีหลายคนต้องตกเป็นเหยื่อ “ภัยไซเบอร์” หลากหลายรูปแบบ!!

เห็นได้จากข่าวที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมาก ซึ่งทุกวันนี้เราคงปฏิเสธ การใช้งานดิจิทัลไม่ได้ การ “รู้เท่าทัน” ใช้งานได้อย่าง “ปลอดภัยและสร้างสรรค์” จึงเป็นทักษะที่ทุกคนต้องมีในยุคนี้!!

ในงานเปิดตัวแคมเปญสื่อสาร หนังโฆษณาชุดใหม่ ของ เอไอเอส ภายใต้แนวคิด “มีความรู้ก็อยู่รอด” มีการพูดคุยที่น่าในใจในเรื่องนี้

โดยทางเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี อย่าง “พล.ต.ต.นิเวศน์ อาภาวศิน” รองผู้บัญชาการ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี บอกว่า หลังจากเปิดให้บริการ แจ้งความออนไลน์ ผ่านเว็บไซต์ www.thaipoliceonline.com  ตั้งแต่  1 มี.ค.65 ถึงปัจจุบัน ประมาณ 8 เดือน มีสถิติรับแจ้งความแล้วประมาณ 1.13 แสนคดี!! ความเสียหายรวม 21,900 ล้านบาท!!

ภาพ pixabay.com

การแจ้งความออนไลน์มากที่สุด คือ การซื้อของออนไลน์ แล้วไม่ได้ของ แต่คดีที่มีความเสียหายมากที่สุด คือ การหลอกลงทุน และ หลอกให้กลัวแล้วโอนเงิน ความเสียหายกว่า 5-6 พันล้านบาท ตัวเลขที่เกิดขึ้นชี้ให้เห็นถึง สถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในไทย

“คดีที่สร้างความเสียหายส่วนใหญ่ผู้กระทำความผิดจะอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีรูปแบบต่างๆ คือ หลอกให้กลัวเพื่อโอนเงินไปให้  หลอกให้ทำงานแล้วไม่ได้เงิน หลอกให้รักแล้วชวนลงทุน รวมถึงมีการหลอก ให้ติดตั้งแอพพลิเคชั่น เช่น อ้างว่าเป็นกรมสรรพากร แล้วถูกดูดเงินจากบัญชีไป”

ส่วนรูปแบบคดีที่คนร้ายอยู่ทั้งเมืองไทยและต่างประเทศ คือ การหลอกยืมเงิน แชร์ลูกโซ่ ขณะที่รูปแบบที่คนร้าย อยู่ในไทย คือ การซื้อสินค้าไม่ตรงปก ไม่ได้ของ การแก้ปัญหาตรงนี้หลักการพื้นฐานที่ประชาชน ต้องเข้าใจ คือ ซื้อของจากเว็บที่น่าเชื่อถือ แต่หากอยากซื้อของจากโซเซียลมีเดีย ขอให้ระบุตัวตนให้ได้ก่อนโอนเงินให้ทุกครั้ง เมื่อมีปัญหาทางตำรวจจะสามารถติดตามดำเนินคดีให้ได้ง่าย

ส่วนการหลอกให้กลัว เช่นอ้างเป็นเจ้าหน้ารัฐ อ้างว่าผู้เสียหายเกี่ยวข้องกับการทำผิดกฎหมาย แล้วให้โอนเงิน ตรวจสอบนั้น หากมีสายเข้ามาเป็นเทปบันทึกเสียงให้ตัดสายทิ้งทันที เพราะไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐติดต่อด้วยวิธีการนี้ และอย่าติดต่อผ่านโซเซียลมีเดีย หรือแอดไลน์ เพราะสามารถหลอกกันได้ วีธีการป้องกันคือ ให้ถามชื่อ ตำแหน่ง หน่วยงาน แล้วโทรฯไปเช็กกับหน่วยงานนั้นๆ โดยตรง ถือเป็นวิธีการตรวจสอบง่ายๆ ที่จะทำให้เราไม่ตกเป็นเหยื่อ!!

ในกรณีหลอกให้ลงทุน คนร้ายจะใช้วีธีแรกๆ ได้เงินจริง ทำให้คนเชื่อ จึงต้องตรวจสอบเว็บไซต์ เพจ และบุคคลที่ชักชวนให้ดี หากมีการให้กรอก ยูสเซอร์เนม และพาสเวิร์ด ต้องดูว่าเป็นเว็บจริงหรือไม่ ส่วนการหลอกให้รัก แล้วชวนลงทุน คนร้ายจะนำรูปโปรไฟล์คนหน้าตาดีตามโซเซียลมีเดียมาใช้ มีวีธีตรวจสอบได้ง่ายๆ ด้วยการนำรูปไปค้นหาในกูเกิลได้

กลวีธีการหลวงลวงของมิจฉาชีพเหล่านี้จะมีการพัฒนาเปลี่ยนรูปแบบตลอดเวลา ภูมิกันที่ดี คือ อย่าเชื่อ อย่าโอนเงินง่ายๆ ต้องคิด ต้องตรวจสอบให้ดีก่อน!?!

ขณะที่ทาง นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าฝ่ายงานประชาสัมพันธ์ เอไอเอส บอกว่า ภารกิจของ เอไอเอส อุ่นใจไซเบอร์ คือ การเดินหน้าทำงานเพื่อสร้างทักษะดิจิทัล ใน 2 มิติ คือ นำเทคโนโลยีมาพัฒนารูปแบบบริการดิจิทัล ช่วยป้องกันภัยไซเบอร์ และ สร้างภูมิปัญญา องค์ความรู้ และทักษะดิจิทัล ให้คนไทยรู้เท่าทัน

“เอไอเอสได้เปิดตัวหลักสูตรการเรียนรู้ออนไลน์ “อุ่นใจไซเบอร์” ที่ร่วมกับภาครัฐและเอกชน ยกระดับการเรียนการสอนในยุคดิจิทัล เพื่อปกป้องภัยไซเบอร์ สร้างภูมิคุ้มกันการใช้ชีวิตในโลกดิจิทัลยุคใหม่ ตั้งแต่เด็กและเยาวชนไปจนถึงคนทั่วไป”

โดยเนื้อหาออกเป็น 4 ส่วนสำคัญ หรือที่เรียกกันด้วยชื่อย่อง่ายๆ ว่า ‘4P4ป’ ได้แก่ 1. Practice : ปลูกฝังให้มีความรู้ ความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างถูกต้องและเหมาะสม 2. Personality : แนะนำการปกป้องความเป็นส่วนตัวบนโลกออนไลน์ 3. Protection : เรียนรู้การป้องกันภัยไซเบอร์บนโลกออนไลน์ และ 4. Participation : รู้จักการปฏิสัมพันธ์ด้วยทักษะและพฤติกรรมการสื่อสารบนออนไลน์อย่างเหมาะสม โดยสามารถเรียนได้ฟรี ได้ทุกเครือข่าย ที่ https://learndiaunjaicyber.ais.co.th/

การปกป้องสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง อัพเดทข่าวสารต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้เราใช้งานออนไลน์ได้อย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้น!?!

จิราวัฒน์ จารุพันธ์