เมื่อเวลา 08.50 น. วันที่ 19 พ.ย. ที่ห้อง 111 ชั้น 1 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นายอนุชา บรูพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี กล่าวต้อนรับ IMF สู่ประเทศไทย และกล่าวชื่นชม IMF ที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินโลกท่ามกลางภาวะที่มีความไม่แน่นอนสูง โดยเป็นเวทีหารือและการให้คำแนะนำด้านนโยบายที่เหมาะสม และการเข้าให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศ ที่ประสบปัญหาอย่างรวดเร็ว

โดยกรรมการจัดการ IMF รู้สึกยินดีที่ได้เข้าเยี่ยมคารวะนายกฯ ในวันนี้ และเป็นเกียรติที่ได้ร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคที่ประเทศไทย ซึ่งในช่วงเวลานี้ โลกประสบกับสถานการณ์ความท้าทาย ทั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 และสถานการณ์ในยูเครน พร้อมกล่าวชื่นชมการบริหารจัดการสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ของไทย ทั้งนี้ นายกฯ และกรรมการจัดการ IMF ต่างเห็นพ้องว่า ผลกระทบของสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้หลายประเทศได้รับผลกระทบ และ IMF พร้อมให้การสนับสนุนไทยในส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งในการพัฒนา และสร้างกลไกตลาดที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
นายอนุชา กล่าวต่อว่า ในตอนท้าย นายกฯ ขอบคุณ IMF ที่ให้ความสำคัญกับผลกระทบที่เกิดขึ้นในหลายประเทศรวมถึงไทย และเห็นด้วยกับที่กรรมการจัดการ IMF กล่าวมา ซึ่งอยู่ในยุทธศาสตร์การดำเนินการของประเทศไทยอยู่แล้ว พร้อมย้ำว่า รัฐบาลยินดีร่วมมือกับ IMF และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนชาวไทย

นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้พบหารือกับ นายแอนโทนี แอลบาเนซี นายกรัฐมนตรีเครือรัฐออสเตรเลีย โดยนายกรัฐมนตรียินดีที่ได้หารือแบบพบหน้า หลังจากที่ได้หารือทางโทรศัพท์กันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยปี 65 เป็นปีที่ไทยและออสเตรเลีย ได้ร่วมเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 70 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและพิเศษ จากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประทับและทรงศึกษาในออสเตรเลีย อยู่เป็นระยะเวลานานหลายปี ซึ่งรวมถึง ความร่วมมือระหว่างกัน ที่มีพลวัตสูง ครอบคลุมทุกมิติและเป็นรูปธรรม อยู่บนพื้นฐานของประโยชน์ร่วมกัน นอกจากนี้นายกฯ ยินดีที่รัฐบาลออสเตรเลีย ให้ความสำคัญกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
ขณะที่นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย กล่าวว่า เป็นเกียรติที่ได้เดินทางเยือนไทยที่มีการต้อนรับอย่างดี และมีความประทับใจจากการที่ได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เมื่อคืนวันที่ 18 พ.ย. ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ออสเตรเลียยืนยันความสำคัญที่มีให้กับอาเซียน โดยได้แต่งตั้งผู้ที่มีประสบการณ์สูงในภาคธุรกิจมาทำหน้าที่ผู้แทนพิเศษสำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งตนเชื่อมั่นว่า จะช่วยกระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ และส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างไทยกับออสเตรเลียด้วย ส่วนการเป็นเจ้าภาพการประชุมเอเปคของไทยครั้งนี้ ความร่วมมือในเอเปคผ่านเป้าหมายกรุงเทพฯ ว่าด้วยเศรษฐกิจบีซีจี ที่ไทยผลักดันนั้น ทำให้ความร่วมมือเป็นรูปธรรมมากขึ้น ทั้งที่เกี่ยวข้องกับ การค้า การลงทุน เศรษฐกิจดิจิทัล สาขาความร่วมมือที่สอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจบีซีจี นอกจากนี้ ผู้นำออสเตรเลียชื่นชมวิสัยทัศน์และนโยบายของไทย ที่มีส่วนคล้ายนโยบายของออสเตรเลีย โดยเฉพาะการรักษาสิ่งแวดล้อม
พร้อมกันนนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้หารือทวิภาคีกับ น.ส.จาซินดา อาร์เดิร์น นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ก่อนเข้าสู่การประชุมเขตผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 29 ภายใต้หัวข้อ “Sustainable Trade and Investment การค้าและการลงทุนที่ยั่งยืน”
โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไทยและนิวซีแลนด์ มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและความร่วมมือที่ครอบคลุมทุกมิติ โดยพร้อมเพิ่มพูนความร่วมมือที่มีอยู่เดิมและในสาขาความร่วมมือใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว ซึ่งรัฐบาลไทยพร้อมผลักดันและเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกันมากขึ้นในระดับภูมิภาค อนุภูมิภาค และเวทีพหุภาคี ขณะที่นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ระบุว่า รู้สึกยินดีที่พบกับนายกรัฐมนตรีของไทยอีกครั้ง และยินดีกับการเป็นเจ้าภาพการจัดการประชุมผู้นำเอเปค ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี แม้อยู่ในช่วงสถานการณ์ที่ยากลำบาก อีกทั้งขอแสดงความชื่นชมไทยที่สามารถผลักดันความร่วมมือจากทุกเขตเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยนิวซีแลนด์พร้อมสนับสนุนแนวทางที่หารือร่วมกัน เพื่อการพัฒนาและฟื้นฟูเศรษฐกิจระหว่างภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการส่งเสริมการท่องเที่ยว ที่นิวซีแลนด์ให้ความสำคัญ เชื่อมั่นว่า ทั้งสองประเทศจะสามารถขยายความร่วมมือในด้านอื่น ๆ ได้อีกมาก
นอกจากนี้ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงประเด็นต่าง ๆ ที่สำคัญ ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความสำคัญในการรักษาสมดุลระหว่างการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืนร่วมกัน ซึ่งนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ เห็นพ้องกับแนวคิดของไทย เรื่องความสำคัญของการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศและการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ด้านการท่องเที่ยว ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะส่งเสริมการเชื่อมโยงในระดับประชาชน โดยพร้อมสนับสนุนการเปิดเที่ยวบินตรงไทย-นิวซีแลนด์ โดยนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ เชื่อมั่นว่าจะเป็นศูนย์กลางความเชื่อมโยงที่สำคัญเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างกัน ซึ่งประเทศไทยถือเป็นประเทศที่ชาวนิวซีแลนด์ ให้ความสนใจมาท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่นายกรัฐมนตรีเห็นพ้องว่า ทั้งสองประเทศต่างเป็นประเทศจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยว ซึ่งไทยยินดีส่งเสริมในประเด็นดังกล่าวต่อไป ด้านความร่วมมือในกรอบอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (ACMECS) นั้น นายกรัฐมนตรีชื่นชมบทบาทของนิวซีแลนด์ ในการพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และยินดีที่นิวซีแลนด์ จะเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาของ ACMECS โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเสริมสร้างบทบาท โดยเฉพาะสาขาด้านการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ การบริหารจัดการน้ำ การเกษตรอัจฉริยะ นวัตกรรมทางอาหาร พลังงานทดแทน รวมไปถึงการศึกษา ซึ่งนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ เห็นพ้องและพร้อมที่จะขยายความร่วมมือในด้านที่มีศักยภาพร่วมกันในอนาคต
ทางด้าน น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลชื่นชมการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) 2022 ที่มีการจัดแสดงแฟชั่นโชว์ผ้าไหมไทย “Thai Silk Through The Eyes of APEC” ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ บริเวณศูนย์สื่อมวลชน เมื่อค่ำวันที่ 18 พ.ย. ที่ผ่านมา มีความสวยงามสร้างความประทับใจ และความพิเศษ เนื่องจากใช้ผ้าไหมไทยมรดกอันล้ำค่า ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นสีสันสดใสเงางามจากภูมิปัญญาไทย ผ่านการออกแบบโดยดีไซเนอร์จากเขตเศรษฐกิจเอเปคทั้ง 21 เขต

การแสดงแฟชั่นโชว์ผ้าไหมไทยจากผลงานของดีไซเนอร์ 21 เขตเศรษฐกิจเอเปค สื่อถึงเจตนารมณ์ในการให้ผ้าไหมเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพ เชื่อมต่อความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบของทุกเขตเศรษฐกิจเข้าด้วยกันรวมเป็นหนึ่งเดียว ถ่ายทอดอัตลักษณ์ของแต่ละเขตเศรษฐกิจ สอดรับกับแนวคิดที่ไทยนำเสนอแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG ที่เป็นแนวทางที่ไทยนำเสนอต่อที่ประชุมเอเปค ในแนวทางส่งเสริมการเติบโตที่ยั่งยืน รวมถึงหลากหลายทางชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียนและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว ตามเป้าหมายกรุงเทพฯ

เป็นการตอกย้ำความตั้งใจจริงของรัฐบาล ที่จะนำผ้าไหมไทยเป็นหนึ่งในซอฟต์เพาเวอร์ อันมีชื่อเสียง ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกอยู่แล้ว ให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นไปอีก รวมถึงเพื่อให้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ สร้างงาน สร้างรายได้ และการกระจายรายได้ไปสู่ชุมชน ยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรอย่างยั่งยืน.



