สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 24 พ.ย. ว่า พล.อ.อ.จัตวา แพท ไรเดอร์ โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐ กล่าวถึงการที่กองทัพตุรกียกระดับปฏิบัติการทางทหารในเขตทางเหนือของซีเรีย ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของกองกำลังป้องกันตนเองชาวเคิร์ด ( วายพีจี ) ว่าเป็น “การคุกคามโดยตรง” ต่อบุคลากรทางทหารของสหรัฐ ซึ่งยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ในซีเรีย และ “พันธมิตรท้องถิ่น” ที่เคลื่อนไหวภาคพื้นดิน


นอกจากนี้ ปฏิบัติการทางทหารฝ่ายเดียวของตุรกีจะส่งผลต่อความพยายามระดับพหุภาคี ในการปราบปรามกลุ่มไอเอสในตะวันออกกลางด้วย ปัจจุบัน กองทัพสหรัฐมีทหารและเจ้าหน้าที่ประจำการอยู่ในซีเรีย “อย่างเป็นทางการ” ประมาณ 900 นาย ส่วนใหญ่อยู่ในภูมิภาคทางตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันด้วย และคอยให้ความสนับสนุนกองกำลังประชาธิปไตยซีเรีย ( เอสดีเอฟ ) ซึ่งมีวายพีจีเป็นแกนนำ


เกี่ยวกับการที่พล.อ.ฮูลูซี อการ์ รมว.กลาโหมตุรกี กล่าวว่า องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ ( นาโต ) โดยเฉพาะสหรัฐ ที่เป็นสมาชิกหลัก ต้องยุติการมอบความสนับสนุนทุกรูปแบบแก่กลุ่มก่อการร้ายชาวเคิร์ดและเครือข่าย เนื่องจากลุ่มนักรบเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังป้องกันตนเองชาวเคิร์ด ( พีเคเค ) ซึ่งรัฐบาลอังการา ถือเป็น “องค์กรก่อการร้าย” นั้น พล.อ.อ.จัตวา ไรเดอร์ กล่าวเพียงว่า สหรัฐมีความเข้าใจต่อ “ความวิตกกังวลที่ชอบธรรมในด้านความมั่นคง” ของรัฐบาลอังการา


ทั้งนี้ กองทัพตุรกีปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายอย่างน้อย 89 แห่ง ในภาคเหนือของอิรักและซีเรีย ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของกองกำลังชาวเคิร์ด และสังหาร “สมาชิกกลุ่มก่อการร้าย” อย่างน้อย 184 ราย เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยรัฐบาลอังการากล่าวว่า “คือคำเตือน” ว่า กลุ่มคนใดก็ตาม ซึ่งหวังรุกรานอธิปไตยของตุรกี “ต้องได้รับบทเรียนอย่างสาสม”.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES