สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. ว่า นางอาฟริล เฮย์นส ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติของสหรัฐ ( ดีเอ็นไอ ) เผยแพร่รายงานเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-18 ในจีน ว่าส่งผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การแพร่ระบาดระลอกแรก เมื่อต้นปี 2563
China's Xi unwilling to accept vaccines despite protests, U.S. official says https://t.co/cWpPdRVDLf pic.twitter.com/NiUZqfpWJD
— Reuters (@Reuters) December 4, 2022
รายงานของดีเอ็นไอระบุด้วยว่า จนถึงขณะนี้ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ยังคงปฏิเสธยอมรับการนำเข้าวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 จากตะวันตก “ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่า” แต่ยังคงเดินหน้าใช้วัคซีนซึ่งจีนผลิตและพัฒนาเอง “ทั้งที่แทบไม่มีประสิทธิภาพ” ต่อเชื้อไวรัสกลายพันธุ์โอมิครอน
In a rare surge of protests in China, demonstrators called for the ruling Communist Party and its leader, Xi Jinping, to step down, amid anger at the deaths of at least 10 people in an apartment fire in Xinjiang, presumably during a strict Covid lockdown. https://t.co/7eT7YT4nHw pic.twitter.com/WT54Q0yC1M
— The New York Times (@nytimes) November 27, 2022
เกี่ยวกับสถานการณ์การประท้วงต่อต้านมาตรการล็อกดาวน์ ที่ตอนนี้เบาบางลงไปมาก เฮยน์สตีความการตอบสนองของภาครัฐ คือสัญญาณว่า ผู้นำจีนยังคงต้องการเดินหน้าตามแนวทางเดิม และการเคลื่อนไหวของประชาชนในลักษณะนี้ แม้แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในจีน
อย่างไรก็ตาม ดีเอ็นไอมองว่า “ยังไม่ถึงระดับ” ที่จะสามารถคุกคามเสถียรภาพของรัฐบาล หรือสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโครงสร้างของพรรคคอมมิวนิสต์ “หรือเรื่องทำนองนั้น” ทว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้น “มีผลต่อภาพลักษณ์และจุดยืน” ของผู้นำจีน
นอกจากนั้น การประท้วงส่งผลให้ภาครัฐแสดงท่าทีประนีประนอมมากขึ้น เห็นได้ชัดจากการที่ทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นลดระดับความเข้มงวดของมาตรการทางสาธารณสุขและสังคม ที่เกี่ยวข้องกับโรคโควิด-19.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES















