สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. ว่า นางอาฟริล เฮย์นส ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติของสหรัฐ ( ดีเอ็นไอ ) เผยแพร่รายงานเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-18 ในจีน ว่าส่งผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การแพร่ระบาดระลอกแรก เมื่อต้นปี 2563


รายงานของดีเอ็นไอระบุด้วยว่า จนถึงขณะนี้ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ยังคงปฏิเสธยอมรับการนำเข้าวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 จากตะวันตก “ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่า” แต่ยังคงเดินหน้าใช้วัคซีนซึ่งจีนผลิตและพัฒนาเอง “ทั้งที่แทบไม่มีประสิทธิภาพ” ต่อเชื้อไวรัสกลายพันธุ์โอมิครอน


เกี่ยวกับสถานการณ์การประท้วงต่อต้านมาตรการล็อกดาวน์ ที่ตอนนี้เบาบางลงไปมาก เฮยน์สตีความการตอบสนองของภาครัฐ คือสัญญาณว่า ผู้นำจีนยังคงต้องการเดินหน้าตามแนวทางเดิม และการเคลื่อนไหวของประชาชนในลักษณะนี้ แม้แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในจีน


อย่างไรก็ตาม ดีเอ็นไอมองว่า “ยังไม่ถึงระดับ” ที่จะสามารถคุกคามเสถียรภาพของรัฐบาล หรือสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโครงสร้างของพรรคคอมมิวนิสต์ “หรือเรื่องทำนองนั้น” ทว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้น “มีผลต่อภาพลักษณ์และจุดยืน” ของผู้นำจีน
นอกจากนั้น การประท้วงส่งผลให้ภาครัฐแสดงท่าทีประนีประนอมมากขึ้น เห็นได้ชัดจากการที่ทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นลดระดับความเข้มงวดของมาตรการทางสาธารณสุขและสังคม ที่เกี่ยวข้องกับโรคโควิด-19.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES