จากกรณีข่าวที่สังคมไทยกำลังสนใจเป็นอย่างมากอยู่ในขณะนี้ สำหรับกรณีพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่หลายรูป กระทำผิดวินัยสงฆ์อย่างร้ายแรงถึงขั้นปาราชิก ด้วยการมีความสัมพันธ์กับสีกากอล์ฟเกิน 20 รูป แล้วพบว่าจนถึงขณะนี้อีกอย่างน้อย 4-5 รูป ที่ยังหลบหนีออกจากวัด ไม่ยอมเข้าสู่การลาสิกขา มีความพยายามในการหลบหนีและใช้ช่องทางทางกฎหมาย ปฏิเสธการเข้าพบและให้ข้อมูลเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในขณะที่พระสงฆ์บางรูปที่ลาสิกขา พร้อมเดินทางเข้าให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ด้วยความเคร่งเครียด ในขณะที่ทิดบางรายถึงขั้นหลั่งน้ำตาอีกด้วยนั้น

เมื่อวันที่ 14 ก.ค. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “พระภาวนาวิริยคุณ” หรือที่ชาวบ้านรู้จักในชื่อ “พระอาจารย์ไสว” ประธานสงฆ์วัดไชยมงคล อ.วังทอง จ.พิษณุโลก ชี้แจงกรณีที่ถูกกล่าวถึงในโลกออนไลน์ ว่าเกี่ยวข้องทางการเงินกับหญิงสาวรายหนึ่ง ที่เป็นข่าวโด่งดังในขณะนี้ที่ชื่อ “สีกากอล์ฟ”

โดยพระภาวนาวิริยคุณ เปิดเผยว่า เดิมจำพรรษาอยู่ที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร ก่อนจะย้ายมาเป็นประธานสงฆ์ที่วัดไชยมงคล จังหวัดพิษณุโลก ตั้งแต่ปี 2562 โดยได้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาวัด ทั้งด้านกายภาพและการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียอย่างสม่ำเสมอ

นอกจากนี้ “พระภาวนาวิริยคุณ” เริ่มรู้จักสีกากอล์ฟเมื่อปี 2566 หลังฝ่ายหญิงติดต่อมาขอคำปรึกษาเรื่องปัญหาชีวิต พร้อมเอ่ยว่าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว ด้วยความเมตตาจึงให้เบอร์โทรศัพท์ไว้เพื่อพูดคุย และได้รับรู้ปัญหาธุรกิจเซรามิก ที่ถูกแฮกบัญชีจนไม่สามารถจ่ายเงินค่าสั่งเครื่องจักรจากต่างประเทศได้ ทำให้ธุรกิจเสี่ยงจะล้มทั้งระบบ โดยมีมูลค่าความเสียหายกว่า 5 ล้านบาท จึงให้กำลังใจด้วยหลักธรรมะ และพยายามปลอบไม่ให้ตัดสินใจทำร้ายตัวเอง

จนกระทั่ง สีกากอล์ฟขอยืมเงินก้อนแรก 1 แสนบาท อ้างว่าจะช่วยประคองธุรกิจไม่ให้ล่ม คิดอยู่นานว่าจะให้หรือไม่ แต่ในใจคิดว่า หมาหรือแมว เรายังช่วยได้ แล้วนี่คือมนุษย์คนหนึ่ง ถ้าเงินจำนวนนี้สามารถช่วยต่อชีวิตเขาและธุรกิจได้ก็คงเป็นบุญ จึงตัดสินใจโอนเงินให้ ต่อมา สีกากอล์ฟก็เงียบหายไปกว่า 1 ปี และติดต่อกลับมาอีกครั้งในต้นปี 2568 อ้างว่ามีครอบครัวและมีลูกน้อย แต่ขณะนี้ถูกสามีทอดทิ้ง ไม่มีเงินซื้อนมให้ลูกกิน พร้อมส่งภาพเด็กในโรงพยาบาลมาให้ดูด้วย จึงโอนเงินช่วยเหลืออีกหลายครั้ง กระทั่งตรวจสอบย้อนหลังพบว่ามียอดโอนรวมราว 180,000 บาท

อีกทั้ง พระภาวนาวิริยคุณยืนยันว่า ไม่เคยพบตัวจริงของสีกากอล์ฟ ไม่เคยไปหา และฝ่ายหญิงไม่เคยมาหาที่วัด ไม่มีความเกี่ยวข้องทางเพศหรือความสัมพันธ์ใดๆ ทั้งสิ้น และทุกอย่างเกิดจากความสงสารล้วน ๆ และเพิ่งมารู้ทีหลังว่าภาพผู้หญิงเสื้อสีเหลืองที่อุ้มเด็กในโรงพยาบาล ที่สีกากอล์ฟส่งให้นั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสีกากอล์ฟเลย อีกทั้ง ยินดีให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบทุกช่องทาง และยืนยันว่าไม่มีภาพหรือคลิปใดที่มีตนอยู่ในนั้น

อย่างไรก็ตาม ท่านยังทิ้งท้ายด้วยสุภาษิตไทย ที่สะท้อนเจตนาบริสุทธิ์ของการให้ความช่วยเหลือในครั้งนี้ว่า “เอ็นดูเขา เอ็นเราขาด” เพราะทุกบาทที่โอนให้ ล้วนมาจากความสงสาร และเห็นใจในฐานะมนุษย์ร่วมโลกเท่านั้น