สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. ว่า นอกเหนือจากประเทศต่าง ๆ แล้ว กลุ่มหลายกลุ่ม รวมถึงบริษัทวากเนอร์ องค์กรกึ่งทหารเอกชนที่เป็นพันธมิตรกับทำเนียบเครมลิน ซึ่งประจำการอยู่ในทวีปแอฟริกา, ซีเรีย และยูเครน ถูกกำหนดให้เป็นหน่วยงานที่น่ากังวลเป็นพิเศษเช่นกัน
“ทั่วทั้งโลก รัฐบาลและตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐในหลายประเทศต่างรังควาน, คุกคาม, จำคุก หรือกระทั่งสังหารบุคคล เนื่องด้วยความเชื่อของพวกเขา ซึ่งสหรัฐจะไม่ทนต่อการละเมิดเหล่านี้” บลิงเคน กล่าวในแถลงการณ์ และเสริมว่า รัฐบาลวอชิงตันยินดีเปิดรับโอกาสที่จะพบกับรัฐบาลทั้งหมด เพื่อกำหนดขั้นตอนที่เป็นรูปธรรมในการถอดถอนออกจากรายชื่อ
รัฐบาลวอชิงตันเพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่านเกี่ยวกับการปราบปรามผู้ประท้วงอย่างโหดเหี้ยม โดยสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ระบุว่า จนถึงขณะนี้ มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 300 คน และมีผู้ถูกจับกุมอีกราว 14,000 คน ในการประท้วงที่เกิดขึ้นภายหลังการเสียชีวิตของ น.ส.มาห์ซา อมินี หญิงสาวชาวอิหร่าน วัย 22 ปี เมื่อวันที่ 16 ก.ย. ที่ผ่านมา หลังจากที่เธอถูกจับกุมฐาน “แต่งกายไม่สุภาพ”
นอกจากนี้ สหรัฐยังแสดงความกังวลอย่างมากต่อสิทธิมนุษยชนในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ทางตะวันตกของจีน ซึ่งเป็นที่อยู่ของชาวอุยกูร์ประมาณ 10 ล้านคน โดยกลุ่มสิทธิต่าง ๆ และรัฐบาลชาติตะวันตกกล่าวหามาเป็นเวลานานแล้วว่า รัฐบาลปักกิ่งปฏิบัติโดยมิชอบต่อชาวอุยกูร์ รวมถึงแรงงานบังคับที่อยู่ในค่ายกักกัน ขณะที่สหรัฐกล่าวหาว่าจีนทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ทว่ารัฐบาลปักกิ่งปฏิเสธการละเมิดใด ๆ อย่างหนักแน่น
ทั้งนี้ กฎหมายเสรีภาพทางศาสนาปี 2541 ของสหรัฐ ระบุว่า ประธานาธิบดีมีอำนาจมอบหมายหน้าที่ให้ รมว.การต่างประเทศ กำหนดประเทศที่มีความกังวลเป็นพิเศษ ซึ่งถือว่าละเมิดเสรีภาพทางศาสนาอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง นั่นทำให้บลิงเคนสามารถดำเนินการตอบสนองเชิงนโยบายได้อย่างหลากหลาย แต่การดำเนินการดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



