สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงบราซิเลีย ประเทศบราซิล เมื่อวันที่ 2 ม.ค. ว่า นายลูอิซ อิกนาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา สาบานตนต่อสภาแห่งชาติ ในกรุงบราซิล เพื่อรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของบราซิล อย่างเป็นทางการ เมื่อวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นการหวนกลับคืนสู่ตำแหน่งสูงสุดทางการเมืองของบราซิลเป็นสมัยที่สาม แต่ไม่ติดต่อกัน โดยลูลา วัย 77 ปี เคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีมาแล้ว ระหว่างปี 2546-2553 และ 2560-2562


ในช่วงหนึ่งของการแถลงต่อรัฐสภา ผู้นำคนใหม่ของบราซิลยกย่อง “ชัยชนะของประชาธิปไตย” จากการเลือกตั้งครั้งนี้ ที่มีเหนือ “การข่มขู่คุกคาม” และ “การใส่ร้ายป้ายสี” พร้อมทั้งให้คำมั่น การบริหารบ้านเมือง “ให้กลับมาตั้งอยู่” บนหลักนิติธรรม และกล่าวเป็นนัยถึงผู้นำคนก่อนหน้า คือนายฌาอีร์ โบลโซนารู ที่ยังคงปฏิเสธยอมรับความพ่ายแพ้ การเลือกตั้งรอบชิงดำ เมื่อเดือนต.ค. ที่ผ่านมา ไม่แสดงความยินดีกับลูลา และเดินทางไปพักผ่อนที่สหรัฐในวันสาบานตนของผู้นำคนใหม่ ว่า “ผู้ที่ทำผิดพลาดเอาไว้ต้องยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง”


ทั้งนี้ ลูลากล่าวถึงมาตรการตอบสนองต่อโรคโควิด-19 ของรัฐบาลชุดก่อนหน้าซึ่งเป็นฝ่ายขวา “ไม่มีประสิทธิภาพและปราศจากความรับผิดชอบ” ส่งผลให้โรคดังกล่าวคร่าชีวิตชาวบราซิลประมาณ 680,000 ราย ว่าต้องมีการสอบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมาย “กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง”


นอกจากนั้น หลายฝ่ายเชื่อว่า รัฐบาลบราซิลภายใต้การบริหารของลูลาจะมีนโยบายที่แตกต่างจากโบลโซนารู “จากหน้ามือเป็นหลังมือ” หนึ่งในนั้นคือเรื่องเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม โดยหน่วยงานหลายแห่งทั้งในและต่างประเทศระบุไปในทางเดียวกัน ว่าสถิติการสูญเสียผืนป่าแอมะซอนในบราซิล ซึ่งมีอาณาเขตครอบคลุมบราซิลมากที่สุดนั้น ทั้งจากการเผาทำลายและลักลอบตัดไม้ เป็นสถิติสูงสุดในรอบ 15 ปี เมื่อปี 2564


อย่างไรก็ตาม แนวทางการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลลูลายังคงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์จากบรรดาผู้สันทัดกรณี ว่าแม้ยังคงเน้นการยกระดับสวัสดิการทางสังคมให้แก่กลุ่มคนรากหญ้า ซึ่งเป็นฐานเสียง แต่ “ยังมีรายละเอียดที่ผิวเผินมาก”.

เครดิตภาพ : REUTERS