สำนักข่าวต่างประเทศรายงานข่าวตำรวจเยอรมนี สังเกตเห็นคนขับรถเทสลาที่หลับในอยู่หลังพวงมาลัย โดยที่เปิดโหมดออโตไพล็อตช่วยขับรถไว้ในระหว่างติดตามรถคันดังกล่าว ซึ่งแล่นด้วยความเร็วสูงบนทางด่วน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันก่อนวันสิ้นปี 2565 ที่แคว้นบาวาเรีย ประเทศเยอรมนี โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างของรถเทสลาซึ่งกำลังแล่นอยู่บนทางด่วน ซึ่งเมื่อรถของเจ้าหน้าที่ไล่ตามทัน ก็พบว่าคนขับกำลังอยู่ในสภาพเอนหลังพิงพนัก หลับตานิ่งและมือทั้งสองไม่ได้วางอยู่บนพวงมาลัย

ต่อมา รถเทสลาคันดังกล่าวก็เร่งความเร็วจนถึงระดับ 110 กม./ชม. ทั้งที่เจ้าของรถยังคงหลับอยู่ เจ้าหน้าที่ใช้เวลาเกือบ 15 นาที พยายามปลุกคนขับให้ตื่นด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น บีบแตรและส่งสัญญาณเตือน 

ในเบื้องต้น เจ้าหน้าที่คาดว่ารถเทสลาเจ้าปัญหาน่าจะอยู่ในโหมดออโตไพล็อต ซึ่งเป็นโหมดช่วยขับรถอัตโนมัติ จึงเร่งความเร็วขึ้นเพื่อรักษาระยะห่างจากรถตำรวจในระหว่างการไล่ติดตาม

เมื่อคนขับวัย 45 ปีตื่นขึ้นในที่สุดและจอดรถ เจ้าหน้าที่ก็ระบุว่าเขามีอาการบางอย่างผิดปกติ “เนื่องมาจากการใช้ยา” นอกจากนี้ ตำรวจยังพบว่ามีการใช้อุปกรณ์เสริมตรงที่วางเท้าเพื่อถ่วงน้ำหนักพวงมาลัย ทำให้ระบบในรถคิดว่าคนขับยังวางมืออยู่บนพวงมาลัย แต่คนขับสามารถละมือออกไปทำอย่างอื่นได้ในขณะที่รถกำลังแล่น ส่งผลให้ระบบป้องกันความปลอดภัยอัตโนมัติไม่ทำงาน เพราะระบบตีความว่าคนขับยังคงเป็นผู้ควบคุมรถอยู่

อุปกรณ์ดังกล่าวเป็นอุปกรณ์เสริมของทาง เทสลา เอง และเป็นอุปกรณ์ที่ตกเป็นหัวข้อถกเถียงมากที่สุดหัวข้อหนึ่งว่าสมควรนำมาใช้งานหรือไม่

คนขับรถเทสลาดังกล่าวโดนยึดใบขับขี่ไว้ชั่วคราวในระหว่างการสืบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเขาโดนตั้งข้อหาขับขี่ยานพาหนะในลักษณะที่อาจก่ออันตรายในการจราจร

ก่อนหน้านี้ เทสลา ตกเป็นเป้าหมายในการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังจากพบว่าระบบออโตไพล็อตของรถมีส่วนเกี่ยวข้องการเกิดอุบัติเหตุรถชนหลายครั้ง ซึ่งมีหลายสิบคดีที่กำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนขององค์การบริหารความปลอดภัยบนท้องถนนของสหรัฐ นับตั้งแต่ปี 2559

แหล่งข่าว : businessinsider.com

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES