เมื่อวันที่ 11 ม.ค. ที่หอศิลป์ กทม. ได้มีการจัดเสวนา “เข้าคูหา จับตาเลือกตั้ง 66” โดยมี ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายพงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน เครือข่ายเยาวชนสังเกตการณ์การเลือกตั้งเพื่อประชาธิปไตย (WeWatch) และนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ จาก ILaw ร่วมเสวนา
ผศ.ดร.ปริญญา กล่าวตอนหนึ่งว่า การเลือกตั้งในปี 66 มีความแตกต่างจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มี.ค. 62 ทั้งการจัดการเลือกตั้ง ระบบการเลือกตั้ง แต่ระบบการเลือกนายกฯ หลังการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากต้องรวมเสียง ส.ว. 250 เสียง เข้าไปด้วย แต่วันนี้ตัวผู้เล่นแตกต่างออกไป เนื่องจากพรรคพลังประชารัฐ แยกส่วนหนึ่งออกมาเป็นพรรครวมไทยสร้างชาติ มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้าร่วม และมีการดึง ส.ส. เก่าจากพรรคอื่น ซึ่งเรียกว่าเป็นการตกปลาจากบ่อเพื่อน อย่างไรก็ตาม ตนฟัง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวปราศรัยเมื่อวันที่ 10 ม.ค. ที่ผ่านมา ที่ท่านบอกว่ายึดมั่นระบบประชาธิปไตย โดยเฉพาะเรื่องที่ว่าทุกคนเท่าเทียม ซึ่งตนก็สงสัยว่าเท่าเทียมกันอย่างไร ในเมื่อท่านมี ส.ว. 250 เสียงในเมือ

“ถ้าเท่าเทียมจริง ถ้าท่านบอกว่ายึดมั่นระบอบประชาธิปไตย แล้วปฏิวัติทำไมเมื่อ 8 ปีที่แล้ว แต่ข้อสำคัญคือ ส.ว. ถ้าท่านยืนยันว่าที่แล้วมาก็แล้วไป แต่จากนี้ถ้าท่านประกาศได้ไหมว่า ส.ว. ท่านจะไม่ยุ่งเกี่ยว แล้วให้ประชาชนตัดสิน ถ้าประชาชนเลือกท่านเป็นเสียงข้างมาก โอเคก็เป็นนายกฯ ต่อไป แต่เรื่องนี้ท่านยังไม่ได้พูดถึง อยากให้การเลือกตั้งครั้งนี้มาจากวิถีทางประชาธิปไตย ก็ต้องพูดเรื่องนี้ ส.ว. ต้องเคารพเสียงประชาชน แล้วคนที่เลือก ส.ว. ไว้ ก็จะเคารพเสียงของประชาชน”
ผศ.ดร.ปริญญา กล่าวอีกว่า สำหรับบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ครั้งนี้ จะแก้ปัญหาจากการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว จากที่เคยมีคนสมัครเลือกตั้งแบบแบ่งเขตจำนวนมาก ทั้งที่ไม่ได้หวังชนะ แต่หวังคณะแนนให้เบอร์หนึ่งปาร์ตี้ลิสต์ได้ แต่รอบนี้คนที่ลงสมัครจะเป็นผู้ที่หวังชนะการเลือกตั้ง เมื่อคนไม่มาก ความวุ่นวายในการจัดการเลือกตั้งของ กกต. ก็จะน้อยลงด้วย รวมถึงตนเชื่อว่าเลขาฯ กกต. คนใหม่นี้ น่าจะเห็นปัญหาจากระบบการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ที่ตัดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบมาใช้ผู้ตรวจการเลือกตั้งแล้ว โอกาสเดียวที่จะทำให้มีการดูแลคูหาเลือกตั้งทั่วประเทศได้ คือการให้ประชาชนเข้าไปสอดส่อง จะทำให้ใครก็โกงไม่ได้ เพราะทุกคนมีสมาร์ทโฟนหมด ตอนนี้ กกต. ยังไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่คิดว่าภาคประชาชนอาจจะต้องไปทวง ขอเข้าไปมีส่วนร่วม ประชาชนเลือกออกมาอย่างไรแล้วให้ได้ผลตามนั้น แต่ในแง่นโยบาย เชื่อ กกต. เห็นปัญหาและจะเปิดกว้างกว่าเดิม ทำให้การเลือกตั้งน่าจะไม่มีปัญหามากเหมือนที่ผ่านมา.



