วันนี้ (13 ม.ค.) พันเอกสรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็นที เปิดเผยว่า ผลประกอบการ 11 เดือน มีรายได้รวม 84,013 ล้านบาท ส่วนค่าใช้จ่ายรวม 82,369 ล้านบาท ส่งผลให้มี กำไรสุทธิ 1,644 ล้านบาท และประมาณการสิ้นปี 65 มีรายได้รวม 91,528 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายรวม 90,209 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,319 ล้านบาท ซึ่งผลประกอบการปี 65 สูงกว่าปี 64 ซึ่งเป็นปีจัดตั้งบริษัท และดีกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยมีปัจจัยจาก เร่งสร้างรายได้กลุ่มดิจิทัลใหม่ ๆ และการหาพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อสร้างรายได้ และบริหารจัดการเพื่อลดการลงทุนที่ซ้ำซ้อน และบริหารทรัพยากรด้านบุคคล โดยมีโครงการเกษียณก่อนอายุ เพื่อลดค่าใช้จ่ายดำเนินงานลง

สำหรับสัดส่วนรายได้ แบ่งเป็น กลุ่มธุรกิจโมบาย 50,820 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 55%, ธุรกิจฟิก ไลน์และบอร์ดแบรนด์ และดาวเทียม รวม 19,930 ล้านบาท คิดเป็น 22%, ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานและเสาโทรคมนาคม 9,486 ล้านบาท 10%, ธุรกิจระหว่างประเทศ  2,178 ล้านบาท เป็น 3%, ธุรกิจดิจิทัล และ ไอดีซี และ คลาวด์ 3,902 ล้านบาท คิดเป็น 4% และรายได้อื่น 5,212 ล้านบาท คิดเป็น 6%

พันเอกสรรพชัยย์ กล่าวต่อว่า ในปี 66 เอ็นที จะเน้นการควบคุมต้นทุนลดค่าใช้จ่ายทั้งด้านลดต้นทุนโครงข่ายและระบบเครือข่ายการสื่อสารที่มีความซ้ำซ้อน ร่วมกับการเร่งกระบวนการจัดการภายในทั้งด้านระบบไอที เพื่อบูรณาการฐานข้อมูลให้เป็นหนึ่งเดียว และการปรับโครงสร้างองค์กรต่อเนื่อง โดยมีโครงการเกษียณก่อนอายุเพื่อลดค่าใช้จ่ายดำเนินงานด้านบุคลากร นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายเปลี่ยนองค์กรเป็น เทค คอมปานี โดยจะเน้นธุรกิจด้านดิจิทัลเป็นหลัก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล คาดว่าความต้องการโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมจะเพิ่มสูงขึ้น และเป็นโอกาสที่จะขยายธุรกิจจากโครงการเคเบิลใต้น้ำเส้นใหม่ ASIA DIRECT CABLE ที่จะเปิดใช้งานในปีนี้ รวมถึงผลักดันการเติบโตของกลุ่มธุรกิจบริการดิจิทัลมากขึ้น

รวมถึงคลาวด์และ Data Center และ Digital solution แล้วยังมีความโดดเด่นจากการเติบโตของบริการ Big Data เกิน 100% และ IT Security ที่เติบโต 26% และเตรียม spin off ธุรกิจกลุ่มบริการดิจิทัล 1-2 บริษัท ด้าน Cloud และ IT Security เพื่อการดำเนินธุรกิจที่แข่งขันได้และสร้างผลกำไรมากกว่าโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิม ในอนาคตมีแนวทางดำเนินธุรกิจกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีการแข่งขันสูงด้วยการร่วมมือกับพาร์ทเนอร์เพื่อ spin off ทั้งหมด ซึ่งจะทำให้ เอ็นที จะมีสถานะเป็นบริษัทโฮลดิ้ง ที่มีเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐเป็นหลัก

ทั้งนี้ กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานกลุ่มเดิมคือ เสา สาย ท่อร้อยสาย ที่บางส่วนอาจต้องใช้เงินลงทุนของภาครัฐมาช่วยเสริม เช่น โครงการเน็ตประชารัฐ และอาเซียนดิจิทัลฮับ จะเพิ่มเติมรูปแบบการใช้ประโยชน์ในลักษณะที่ยังคงอยู่ภายใต้รูปแบบรัฐวิสาหกิจ เช่น กองทุน Infra fund หรือ กองทุน REIT ให้เช่าระยะยาว 

สำหรับธุรกิจหลักปัจจุบันคือ กลุ่มโทรศัพท์เคลื่อนที่และบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต เนื่องจากบริการบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตมีต้นทุนสูงและการแข่งขันที่สูงในด้านบริการเสริม เอ็นที จึงเน้นที่คุณภาพบริการเพื่อรักษาฐานลูกค้า ขณะที่กลุ่มธุรกิจไร้สายมีแผนพัฒนาคลื่นความถี่ 700 MHz. และ26 GHz. เตรียมลงทุนกว่า 33,500 ล้านบาท โดยคลื่น 700 MHz. เป็นการลงทุนติดตั้งโครงข่าย 4G ใช้ทดแทนคลื่น 850 MHz. เพื่อดูแลลูกค้าที่มีในระบบเดิมกว่า 2 ล้านเลขหมาย และให้บริการด้าน IoT ทั่วประเทศ รองรับการใช้งานในพื้นที่ห่างไกล ทั้งยังเชื่อมต่อกับคลื่นความถี่ 26 GHz. ที่ใช้ในการพัฒนา 5G สำหรับพื้นที่เฉพาะ โดยเสริมด้วยสายใยแก้วนำแสงที่เชื่อมโยงครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ.