เป็นที่แน่นอนแล้วว่า “บิ๊กดีล” ควบรวมระหว่าง “ทรู-ดีแทค” จะมีความชัดเจนเดินหน้าตามกระบวนการต่อไป!!

เมื่อทั้งสองบริษัท แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในวันที่ 12 ม.ค.66 ที่ผ่านมา ว่า คณะกรรมการของทั้งสองบริษัทฯ ได้มีมติให้เรียกประชุมผู้ถือหุ้นร่วม ในวันที่ 23 ก.พ. 66 เพื่อพิจารณาและ อนุมัติเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการควบบริษัท

แม้ว่าจะมีคดีที่เครือข่ายผู้บริโภคฟ้องร้องต่อศาลปกครอง เพื่อคัดค้านในเรื่องนี้ ที่รอการพิจารณาและตัดสินจากศาลฯ  หลังจากศาลมีคำสั่งยกคำร้อง ที่ขอให้ชะลอการบังคับใช้มติของ กสทช. หมายความว่าทั้งทรูและดีแทคสามารถดำเนินการเกี่ยวกับการควบรวมกิจการต่อไปได้ในระหว่างการรอคำตัดสินจากศาล

อย่างไรก็ตามใน “สเตทเม้นท์” ที่มีการส่งให้สื่อมวลชนเมื่อ วันที่ 12 ม.ค.66 ก็มีจุดที่น่าสนใจหลายเรื่อง ที่แสดงให้เห็นถึงความชัดเจนในเรื่องต่างๆ ที่จะมีการขออนุมัติผู้ถือหุ้นในวันที่ 23 ก.พ.นี้

ทั้งชื่อบริษัทใหม่ ที่ได้รับการเสนอในการจดทะเบียน คือ “บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)”  และทั้งสองฝ่ายกำหนดสัดส่วนการถือหุ้นประมาณ 30 % อย่างเท่าเทียมในบริษัทใหม่

รวมไปถึงคณะกรรมการบริษัทใหม่ และรายชื่อผู้บริหาร คือ นายมนัสส์ มานะวุฒิเวช ซึ่งมีตำแหน่งเป็น กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ในปัจจุบัน จะได้รับการเสนอชื่อเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ในบริษทัใหม่

ส่วนนายชารัด เมห์โรทรา ที่มีตำแหน่ง ซีอีโอ ของบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ได้รับการเสนอชื่อ เป็นรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  และการควบรวมจะแล้วเสร็จในไตรมาสแรกของปีนี้  

ทรู+ดีแทค = ทรู

แหล่งข่าวจากบริษัทโทรคมนาคม  วิเคราะห์ ว่า การที่ทั้งสองบริษัทควบรวมกัน แล้วใช้ชื่อบริษัทว่า “บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)”  ในแง่การตลาดเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะการจะใช้ชื่อใหม่และแบรนด์ใหม่เลย จะต้องเสียเวลา และต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการทำตลาดไม่น้อยกว่า “ร้อยล้าน-พันล้าน” เพื่อสร้างแบรนด์ใหม่ให้ผู้บริโภคจดจำ เรียกว่าอาจต้องเริ่ม “นับหนึ่งใหม่” เลย

มนัสส์ มานะวุฒิเวช

นอกจากนี้หากดูในข้อกำหนดเงื่อนไขและ มาตรการเฉพาะ เพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ของทางกรรมการ กสทช. ก็ให้ทั้งสองบริษัทคงแบรนด์การให้บริการแยกจากกันเป็นระยะเวลา 3 ปี!!  

ซึ่งหลังจากนั้นหากจะมีการใช้ชื่อแบรนด์ใหม่คงเป็นเรื่องในอนาคตที่บริษัทใหม่คงต้องพิจารณา ว่าจะดำเนินการ อย่างไร!?!

ทั้งนี้ในแง่ของกฎหมาย เมื่อมีการควบรวมกันแล้ว ชื่อของ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค จะต้องถูกลบออกจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก่อน หลังจากนั้นแล้วจะจดทะเบียนเป็นชื่ออะไรก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

บริการหลากหลายขึ้น

อย่างไรก็ตามเพื่อป้องกันความสับสนของลูกค้าในวันต่อมาคือ 13 ม.ค.66 ทางดีแทค ก็ออกเอกสาร “สเตทเม้นท์” ยืนยันความมั่นใจให้กับลูกค้าว่า หลังควบรวม จะยังคงแบรนด์ ดีแทคไว้ต่อไป แต่จะได้รับจะให้บริการหลากหลาย หรือ เรียกง่ายๆ ลูกค้าทรูได้ใช้บริการอะไร ลูกค้าดีแทคก็จะได้ใช้บริการเช่นกัน!!!

ชารัด เมห์โรทรา

 ทั้ง บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ บรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต โทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก และบริการดิจิทัล เพื่อให้ลูกค้าได้รับประโยชน์สูงสุดจากนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการที่น่าสนใจมากกว่าเดิม พร้อมทั้งเน้นการตอบโจทย์ การให้บริการที่ตรงกับความต้องการลูกค้าในราคาที่เข้าถึงได้!?!

เป็นเรื่องที่คงต้องรอดูกันต่อไปหลังควบรวมแล้ว จะมีการ เสนอบริการและแพจเก็จที่หลายหลายอย่างไร และ ราคาที่เข้าถึงได้จะสามารถตอบโจทย์ให้กับลูกค้าดีแทคได้แบบที่ว่าหรือไม่?

แต่สิ่งหนึ่งที่ยืนยันเรื่องความโปร่งใส ของดีแทค ภายในการบริหารงานของ “กลุ่มเทเลเนอร์” ที่เน้นเรื่อง “ธรรมมาภิบาล” มาโดยตลอด ก็สะท้อนให้เห็นจาก ที่ป็นเจ้าแรกในตลาด ที่ประกาศ คิดค่าโทรฯ เป็นวินาที ทำให้ได้ใจลูกค้าไปไม่น้อย เพียงแต่ช่วงหลังๆอาจมีเสียงบ่นของลูกค้าเรื่องคุณภาพสัญญาบ้าง แต่เมื่อควบรวมเสร็จสิ้น เชื่อว่าน่าจะมีการเพิ่มสัญญาณในการบริการที่ดีขึ้น

พนักงานต้องลดหรือไม่?

เมื่อมีการควบรวมกันแน่นอนว่ามีการเกิดคำถามตามว่าในส่วนพนักงานจะต้องมีการลดลงหรือไม่?  หากมองขนาดขององค์กรของทรูมีจำนวนพนักงานมากกว่าหลักหมื่นคน ด้วยธุรกิจที่หลากหลายกว่า ในขณะที่ ดีแทค ที่มีสไตล์การทำงานแบบฝรั่ง เน้นประสิทธิภาพ ในช่วงที่ผ่านมา กลุ่มเทเลนอร์ ได้มีการลีนองค์กรอย่างดีแทค ต่อเนื่องจนปัจจุบัน มีพนักงานอยู่ประมาณ 3,000 คน เท่านั้น

อย่างไรก็ตามในช่วงที่ผ่านมาก็ยังไม่มีข่าวเรื่องการลดคน จากทั้งสององค์กร แต่ต้องจับตาดูต่อว่า เมื่อควบรวมกัน แล้วจะมีทิศทางอย่างไรต่อไป?!?

ในเรื่องนี้แหล่งข่าวด้านโทรคมนาคม บอกว่า สิ่งที่เป็นโจทย์ใหญ่ด้านพนักงาน ก็คือ การหลอมรวมวัฒนธรรม การทำงานสไตล์ไทยและฝรั่งของสององค์กรให้เป็นหนึ่งเดียว จะสามารถทำได้มากน้อยแค่ไหน!?!

ขณะที่ในส่วนของจำนวนพนักงานแล้วตามหลักของการควบรวม บริษัทต้องมีผลประกอบการที่ดีขึ้น รวมถึงประสิทธิภาพในการแข่งขัน ไม่เช่นนั้นการควบรวมก็ไม่เกิดประโยชน์ในแง่ธุรกิจ ซึ่งหากมีความซ้ำซ้อนกัน เชื่อว่าผู้บริหารทั้งสองฝั่งต้องมีการหารือ คุยกันถึงจุดที่เหมาะสมและสมดุลสำหรับองค์กรใหม่อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตามในการใช้ชื่อบริษัทใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับดีแทคเลย อาจทำให้พนักงานดีแทคเสียขวัญไปบ้าง แต่ก็ยังไม่มีสัญญาณใดๆในเรื่อง “เลยออฟ ลดคน” มาจากฝั่งผู้บริหารแต่อย่างใด เนื่องด้วยขนาดองค์กรกับจำนวนพนักงานที่ถือว่าลีนอยู่แล้ว

จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามความคืบหน้ากันต่อไปหลังการควบรวมแล้วเสร็จในไตรมาสแรกของปีนี้!?!