เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 20 มิ.ย. ที่บริเวณ ลานด้านหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา และสื่อมวลชน ได้ร่วมกันจัดเวทีเสวนาสาธารณะและกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ภายใต้ชื่อ วาทะผู้นำ วาระสิทธิมนุษยชน ในแนวคิด “กรุงเทพฯ เมืองที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” เพื่อเปิดพื้นที่ให้ประชาชนและสื่อมวลชนได้ร่วมกันติดตาม ทบทวน และตั้งคำถามต่อทิศทางนโยบายของผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯกทม.และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 28 มิ.ย.69 นี้ โดยมุ่งหวังให้เกิดการขับเคลื่อนประเด็นสิทธิมนุษยชนในชีวิตประจำวันอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับภายในงาน มีกิจกรรมหลากหลาย ประกอบด้วยวงเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นสิทธิมนุษยชนศึกษา เวทีเปิดพื้นที่ให้เยาวชนและนักกิจกรรมได้แสดงออก บูธนิทรรศการขององค์กรภาคประชาสังคมต่าง ๆ รวมถึงเวทีแสดงวิสัยทัศน์ของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.

โดยทางแอมเนสตี้ ประเทศไทย ได้เน้นย้ำต่อสาธารณะว่า เรื่องของสิทธิมนุษยชนไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเป็นเพียงหลักการทางกฎหมายที่จับต้องไม่ได้ แต่เป็นเรื่องที่แฝงอยู่ในโครงสร้างพื้นฐานและการใช้ชีวิตประจำวันของคนเมืองทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของที่อยู่อาศัย โรงเรียน ถนน ทางเท้า อากาศบริสุทธิ์ พื้นที่สาธารณะ สุขภาพ การทำมาหากิน ตลอดจนสิทธิในการชุมนุมประท้วงโดยสงบ และการดำรงตนอย่างมีศักดิ์ศรี
ทางด้านผู้แทนของแอมเนสตี้ ประเทศไทย ได้แสดงทรรศนะต่อบริบทการเลือกตั้งท้องถิ่นในครั้งนี้ว่า ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ พัทยา หรือเมืองใดก็ตาม สังคมไม่ควรลดทอนคุณค่าของกระบวนการประชาธิปไตยให้เหลือเพียงแค่การแข่งขันทางเมืองระหว่างตัวบุคคล หรือการเลือกจากความนิยมในตัวผู้สมัคร แต่ควรเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าไปตรวจสอบวิสัยทัศน์และนโยบายอย่างละเอียด
เพื่อตั้งคำถามต่อทิศทางการพัฒนาเมืองที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตจริง เนื่องจากนโยบายเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
การเลือกตั้งท้องถิ่นจึงถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการกำหนดว่า เมืองจะถูกพัฒนาไปในทิศทางใดที่จะสร้างการมีส่วนร่วมของคนทุกกลุ่ม โดยเมืองที่ดีไม่ควรถูกตราหน้าหรือวัดคุณค่าจากความทันสมัยทางวัตถุหรือความเรียบร้อยทางสายตาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากความปลอดภัย การเข้าถึงสิทธิบริการสาธารณะ และสิทธิ์ในการมีส่วนร่วมตัดสินใจในประเด็นที่กระทบต่อชีวิตของตนเอง

น.ส.เพชรรัตน์ ศักดิ์ศิริเวทย์กุล ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวอภิปรายบนเวทีเสวนาระบุว่า การจะแปรสภาพให้กรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองที่เคารพสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริงนั้น ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากคำมั่นสัญญาหรือคำประกาศนโยบายของผู้นำเพียงคนใดคนหนึ่ง หรือพึ่งพิงเฉพาะแผนงานในระดับชาติ แต่ก้าวสำคัญหลังจากนี้คือการแปรเปลี่ยนหลักการดังกล่าวให้กลายเป็นระบบการบริหารเมืองที่มีโครงสร้างรองรับอย่างชัดเจน มีแผนปฏิบัติการ งบประมาณ ตัวชี้วัด และกลไกการเยียวยาที่จับต้องได้ ผ่านการดำเนินงานของหน่วยงานส่วนท้องถิ่นที่ประชาชนต้องปฏิสัมพันธ์ด้วยในทุกวัน
โดยที่ผ่านมา บทเรียนจากเมืองสิทธิมนุษยชนในต่างประเทศ เช่น กวางจู ยอร์ก เวียนนา ลุนด์ และอูลานบาตาร์ ต่างแสดงให้เห็นเด่นชัดว่า ความสำเร็จเกิดจากการนำสิทธิมนุษยชนเข้าไปเป็นเนื้อเดียวกับระบบบริหารเมือง มีการประเมินผลกระทบก่อนเริ่มโครงการ และให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน
ดังนั้น แอมเนสตี้จึงขอเสนอให้ผู้บริหารกทม.ชุดใหม่ ร่วมกันผลักดัน “แผนปฏิบัติการกรุงเทพฯ เมืองสิทธิมนุษยชน” ให้เกิดขึ้นจริงภายในปีแรกของการเข้ารับตำแหน่ง เพื่อให้ระบบนี้สามารถคุ้มครองประชาชนได้อย่างต่อเนื่องแม้จะมีการเปลี่ยนผ่านผู้นำตามวาระก็ตาม

นอกจากนี้ บนเวทีเสวนายังได้มีการสะท้อนมุมมองจากตัวแทนเครือข่ายภาคประชาสังคมในมิติต่าง ๆ อาทิ น.ส.อัจฉรา สรวารี จากมูลนิธิอิสรชน ได้สะท้อนถึงประเด็นคนไร้บ้านและผู้ใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะว่า ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เรื่องเฉพาะกลุ่ม แต่เป็นดัชนีชี้วัดสวัสดิการและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนทั้งสังคม การแก้ไขปัญหาจึงต้องปรับเปลี่ยนจากการสงเคราะห์ปลายเหตุ ไปสู่การสร้างระบบรองรับให้คนกลุ่มนึ้สามารถตั้งหลักชีวิตใหม่ได้ ทั้งในแง่ที่อยู่อาศัยและการสร้างอาชีพ
พร้อมทั้งต้องมีมาตรการป้องกันไม่ให้ประชากรกลุ่มเปราะบางหลุดออกจากระบบตั้งแต่ต้น เพราะการดึงคนกลับคืนสู่สังคมมีความยากลำบากและเจ็บปวดมากกว่า เมืองที่น่าอยู่ จึงไม่ใช่เมืองที่พยายามกวาดล้างคนไร้บ้านให้พ้นไปจากสายตา แต่คือเมืองที่มีตาข่ายรองรับไม่ให้ใครต้องถูกทอดทิ้งเมื่อเผชิญวิกฤตชีวิต
ขณะที่ น.ส.จารุณี ศิริพันธุ์ จากเครือข่ายประชาชนขจัดการเลือกปฏิบัติ (มูฟดิ) ได้กล่าวถึงมิติด้านความหลากหลายว่า ปัจจุบันกรุงเทพฯ เต็มไปด้วยความหลากหลายของผู้คน แต่สิ่งที่ยังขาดหายไปคือความเท่าเทียม ประชาชนจำนวนมากยังต้องเผชิญกับอคติและการตีตราในการเข้าถึงบริการของรัฐ การศึกษา และการจ้างงาน
จึงขอเรียกร้องให้ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ร่วมกันขับเคลื่อนเมืองไปสู่การเป็น Inclusive City หรือเมืองที่พร้อมโอบรับความแตกต่าง ด้วยการจัดตั้งกลไกรับเรื่องร้องเรียนและคุ้มครองผู้ถูกเลือกปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อรองรับกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติในอนาคต
ในประเด็นด้านสุขภาวะและสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย น.ส.ชนฐิตา ไกรศรีกุล จากมูลนิธิทำทาง ได้นำเสนอแคมเปญ # กรุงเทพทำแท้งปลอดภัยโอกาสใหม่เป็นไปได้ พร้อมระบุว่า กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ที่มีความต้องการบริการยุติการตั้งครรภ์สูงสุดในประเทศ ทางมูลนิธิจึงขอเรียกร้องให้ กทม. ขยายบริการทำแท้งที่ปลอดภัยให้ครอบคลุมโรงพยาบาลรัฐในสังกัดสำนักการแพทย์ทั้ง 13 แห่ง และศูนย์บริการสาธารณสุขอีก 69 แห่ง เพื่อให้ผู้ตั้งครรภ์ไม่พร้อมสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขขั้นพื้นฐานนี้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่ถูกตีตรา และได้รับการดูแลจากบุคลากรทางการแพทย์ที่ปราศจากอคติ
นายธีรัตม์ พณิชอุดมพัชร์ จากเครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม (We Fair) ได้เน้นย้ำถึงบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดสรรสวัสดิการว่า กรุงเทพฯ เป็นศูนย์รวมของประชากรทั้งในและนอกระบบกว่า 10 ล้านคน กทม. จึงต้องไม่มุ่งเน้นแต่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อตอบสนองการเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องแปรโครงสร้างเหล่านั้นให้เป็นระบบรัฐสวัสดิการท้องถิ่นที่ช่วยรองรับความเสี่ยงในชีวิตของประชาชนทุกกลุ่ม เพื่อให้ทุกคนสามารถเติบโตได้อย่างมีคุณภาพ

ส่วนปัญหาของคนจนเมืองและสิทธิในที่อยู่อาศัย นางเนืองนิช ชิดนอก จากเครือข่ายสลัม 4 ภาค ได้สะท้อนภาพว่า การเติบโตของตึกสูงในเมืองหลวงมักแลกมาด้วยการไล่รื้อชุมชนรายได้น้อย ซึ่งความมั่นคงในที่อยู่อาศัยนั้นถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานไม่ใช่ความเมตตา ผู้ว่าฯ คนใหม่จึงต้องยุติการพัฒนาเมืองที่ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ และหันมาสร้างระบบคุ้มครองสิทธิชุมชนในการร่วมจัดการที่ดิน เพื่อให้คนจนเมืองมั่นใจได้ว่าจะมีบ้านที่ปลอดภัยให้กลับไปนอนโดยไม่ต้องหวาดระแวง
นายจิตศักดิ์ แซ่ตั้ง รองประธานสหพันธ์ผู้ค้าหาบเร่แผงลอย กรุงเทพมหานคร ระบุว่า ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นยุคมืดของผู้ค้ากลุ่มนี้ โดยคาดว่ามีหาบเร่แผงลอยหายไปจากระบบมากกว่าครึ่งหนึ่ง หรือประมาณ 250,000 ราย ส่งผลให้เมืองสูญเสียแรงงานและผู้ประกอบการรายย่อยไปอย่างน่าใจหาย ทั้งที่หาบเร่แผงลอยคือฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพด้วยการจัดหาอาหารราคาย่อมเยา และเป็นกลไกสร้างเนื้อสร้างตัวของครอบครัวคนตัวเล็กตัวน้อย เมืองที่ไร้พื้นที่ให้หาบเร่แผงลอยอาจดูเป็นระเบียบขึ้น แต่จะกลายเป็นเมืองที่ไร้อนาคตและขาดชีวิตชีวา
อย่างไรก็ตาม แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ได้ทำการสรุปข้อเสนอเชิงนโยบาย 5 ข้อสำคัญ เพื่อมุ่งสู่การสร้าง “กรุงเทพฯ เมืองสิทธิมนุษยชน” ประกอบด้วย 1.เมืองที่ทุกคนพูดได้อย่างปลอดภัย เปิดพื้นที่ให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์นโยบายได้โดยปราศจากความกลัว
- เมืองที่อำนวยความสะดวกต่อการชุมนุมโดยสงบ แม้ไม่มีอำนาจคุมตำรวจ แต่ กทม. ต้องสนับสนุนระบบสาธารณูปโภค ความปลอดภัย และการแพทย์ฉุกเฉินในพื้นที่ชุมนุม 3.เมืองที่ฟังเสียงทุกคนก่อนตัดสินใจ ให้ประชาชนและกลุ่มเปราะบางมีส่วนร่วมในโครงการพัฒนาเมืองตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่เป็นเพียงพิธีกรรม 4เมืองที่บริการต้องไม่เลือกปฏิบัติ เข้าถึงสิทธิได้เท่าเทียมแม้ไม่มีเอกสารครบ และอบรมเจ้าหน้าที่ให้เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ 5.เมืองที่พัฒนาอย่างเป็นธรรมและไม่ผลักใครออกไป การจัดระเบียบเมืองหรือผังเมืองต้องไม่พรากที่อยู่อาศัย อาชีพ หรือเครือข่ายทางสังคมไปจากคนจนเมืองและกลุ่มเปราะบาง.



