สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล เมื่อวันที่ 15 ม.ค. ว่า จากกรณีเครื่องบินโดยสารขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ใบพัดแบบ เอทีอาร์-72 ของสายการบินเยติ แอร์ไลน์ส พร้อมผู้โดยสาร 68 คน และลูกเรือ 4 คน ประสบเหตุตก เมื่อช่วงเช้าของวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น ระหว่างเดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติกาฐมาณฑุ ไปยังสนามบินในเมืองโปขระ ซึ่งเป็นพื้นที่หุบเขาและตั้งอยู่ทางตอนกลางของเนปาลนั้น


กองทัพเนปาลซึ่งเป็นผู้นำการค้นหา รายงานเพิ่มเติมว่า จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็นอย่างน้อย 40 ราย ด้านเยติ แอร์ไลน์ส ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้โดยสารทั้งหมดว่า มีชาวต่างชาติรวมอยู่ด้วย 15 คน แบ่งเป็นชาวอินเดีย 5 คน ชาวรัสเซีย 4 คน ชาวเกาหลีใต้ 2 คน ชาวไอริช 1 คน ชาวออสเตรเลีย 1 คน ชาวฝรั่งเศส 1 คน และชาวอัฟกานิสถาน 1 คน ส่วนที่เหลือเป็นชาวเนปาล ขณะที่เครื่องบินมีอายุการใช้งาน 15 ปี


ทั้งนี้ เนปาลซึ่งเป็นประเทศที่ตั้งของยอดเขาสูงสุดในโลก 8 จาก 14 อันดับ มีประวัติการเกิดอุบัติเหตทางอากาศยานบ่อยครั้ง โดยการตกของเครื่องบินโดยสารเยติ แอร์ไลน์ส ถือเป็นโศกนาฏกรรมทางอากาศเลวร้ายที่สุดในรอบเกือบ 5 ปีของเนปาล นับตั้งแต่ปี 2561 เมื่อเที่ยวบินโดยสารของบินยูเอส-บังกลา แอร์ไลน์ส จากกรุงธากา เมืองหลวงของบังกลาเทศ มุ่งหน้าสู่กรุงกาฐมาณฑุ ตกกระแทกรันเวย์ ระหว่างลงจอดที่ท่าอากาศยานนานาชาติตริภูวัน ในกรุงกาฐมาณฑุ คร่าชีวิตผู้อยู่บนเครื่อง 51 ราย จากทั้งหมด 71 คน


ขณะที่ย้อนกลับไปเมื่อเดือน พ.ค. ปีที่แล้ว เครื่องบินโดยสารขนาดเล็กขับเคลื่อนด้วยใบพัด ทวินออตเตอร์ ขนาด 2 เครื่องยนต์ ของสายการบิน “ทารา แอร์” ตกในพื้นที่หุบเขาของเนปาล ระหว่างเดินทางจากเมืองโปขระ ไปยังเมืองจอมซอน ส่งผลให้ผู้อยู่บนเครื่องบินทั้ง 22 รายเสียชีวิต แบ่งเป็นผู้โดยสาร 19 ราย และลูกเรือ 3 ราย.

เครดิตภาพ : REUTERS