สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย เมื่อวันที่ 11 ก.พ. ว่า นายอเล็กซานเดอร์ โนวัก รองนายกรัฐมนตรีรัสเซีย ซึ่งรับผิดชอบนโยบายพลังงานของรัฐบาลมอสโก แถลงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เตรียมลดเพดานการผลิตน้ำมันดิบลงวันละ 500,000 บาร์เรล หรือ 5% ต่อวัน นับตั้งแต่เดือน มี.ค. นี้ พร้อมทั้งยืนยันว่า รัสเซียจะไม่ขายน้ำมันดิบให้กับประเทศใดก็ตาม ที่ใช้มาตรการควบคุมราคาฝ่ายเดียว


การประกาศดังกล่าวของรัฐบาลมอสโก ส่งผลให้สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบเบรนท์ ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานของโลก งวดส่งมอบล่วงหน้าเดือน มี.ค. ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.7% ในช่วงหนึ่งของการซื้อขาย เมื่อวันศุกร์ มาอยู่ที่ 87 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ราว 2,925.81 บาท) ขณะที่สัญญาซื้อขายน้ำมันดิบล่วงหน้า เวสต์ เท็กซัส อินเตอร์มีเดียต (ดับเบิลยูทีไอ) งวดส่งมอบเดือน มี.ค. เช่นกัน ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.7% ในช่วงหนึ่งของการซื้อขาย มาอยู่ที่ 79 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ราว 2,656.77 บาท) เนื่องจากความกังวลเรื่องอุปทานตึงตัว


ทั้งนี้ กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 แห่ง หรือ “จี 7” ร่วมด้วยออสเตรเลีย และการที่สหภาพยุโรป (อียู) กำหนดเพดานราคาน้ำมันดิบของรัสเซียซึ่งขนส่งทางทะเล ให้อยู่ที่ 60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ราว 2,017.80 บาท) ตั้งแต่เดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา แล้วขยายขอบเขตให้ครอบคลุมน้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน และเชื้อเพลิงเครื่องบิน มีผลเมื่อวันที่ 5 ก.พ. ที่ผ่านมา


ด้านองค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันออก (โอเปก) ยังไม่มีความเห็นอย่างเป็นทางการ ต่อการประกาศลดกำลังการผลิตของรัสเซีย อนึ่ง โอเปกและพันธมิตรในนาม “โอเปกพลัส” ที่รวมถึงรัสเซีย มีมติเมื่อเดือน ต.ค. ปีที่แล้ว ลดเพดานการผลิตวันละ 2 ล้านบาร์เรล
อนึ่งราคาขายน้ำมันดิบของรัสเซียอยู่ที่บาร์เรลละ 28 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 941.64 บาท) เมื่อวันศุกร์ที่ 10 ก.พ. โดนมีจีนและอินเดียเป็นประเทศผู้ซื้อรายสำคัญ.

เครดิตภาพ : REUTERS