เมื่อวันที่ 20 ก.พ. นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมผู้บริหารสำนักงานปลัด ศธ. เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ประชุมได้หารือถึงโครงสร้างบทบาทศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) และศึกษาธิการภาค (ศธภ.) เพราะภารกิจหลักเรื่องการบริหารบุคคลได้ถูกโอนย้ายกลับคืนไปที่เขตพื้นที่การศึกษาแล้ว ซึ่งตนได้มอบหมายภารกิจงานด้านอื่นๆของสำนักต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องที่ไม่ผิดระเบียบข้อกฎหมายให้ ศธจ.และ ศธภ.ไปดูแลขับเคลื่อน เช่น เรื่องงานบุคคลบางส่วนด้านการเลื่อนขั้นเงินเดือน การพิจารณาความดีความชอบ เป็นต้น รวมถึงได้ร่วมกับคุรุสภาช่วยทำภารกิจประเด็นด้านคุณธรรมจริยธรรมข้าราชการครูที่กระทำความผิดในวิชาชีพ โดยหากพบข้าราชการครูมีเรื่องร้องเรียความผิดเกิดขึ้นศธจ.จะตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นก่อนสรุปส่งให้คุรุสภาดำเนินการบทลงโทษขั้นสูงสุดต่อไป
ปลัด ศธ. กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ยังให้ศธจ.เข้ามาช่วยขับเคลื่อนภารกิจเชิงนโยบายการแก้ปัญหาภาวะการเรียนรู้ถดถอยของเด็กในช่วงสถานการณ์โควิด-19 และการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ของแต่ละจังหวัดจะต้องเป็นรูปแบบไหน เพราะการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่นั้นจะต้องดำเนินการควบคู่ไปกับจีดีพีเศรษฐกิจระดับจังหวัดด้วยว่าแต่ละพื้นที่เน้นเรื่องภาคอุตสาหกรรมอะไร เช่น เกษตร ท่องเที่ยว ซึ่งการศึกษาจะต้องจัดให้สอดคล้องกับบริบทของจังหวัด โดยเรื่องนี้ ศธจ.จะทำงานเชื่อมโยงข้อมูลกับกระทรวงมหาดไทย (มท.) รวมถึงยังมีประเด็นการส่งเสริมสังคมผู้สูงวัย ซึ่งเป็นสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อยากให้มีการขับเคลื่อนสร้างอาชีพสังคมผู้สูงวัยจากทุกกระทรวง ดังนั้นตนคิดว่าจะให้ ศธจ.เข้าไปช่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนเรื่องนี้ โดยนำผู้สูงวัยที่เกษียณอายุราชการแล้วเข้ามาเป็นอาสาสมัครศธ.เพื่อเข้าไปช่วยติดตามการแก้ไขปัญหาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ และเข้าไปเติมเต็มโอกาสทางการศึกษาให้แก่กลุ่มเด็กด้อยโอกาส ซึ่งเมื่อเร็วๆนี้ตนได้นำโครงการอาสาสมัคร ศธ.ไปรายงานให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบ ซึ่งนายกรัฐมนตรีให้ความชื่นชม และขอให้สร้างระบบติดตามความสำเร็จหลังการเข้าไปช่วยเหลือด้วย



